นั่งมองบทเพลง

posted on 03 Apr 2008 08:34 by fontree  in poetry
 

ทุกคนพร้อมแล้วที่จะฟัง

ความหวังเก่าแก่

เหมือนแม่และพ่อ

ในความทรงจำพร่ำพูดเหนื่อยอ่อน

แม่ร้องเพลง

เป็นเพลงเดิม ๆ หลายครั้งที่ฉันเคยได้ยิน

แต่ไม่เคยเข้าใจ

 

ทำไมกาแฟจึงขม

ทำไมแม่น้ำจึงเป็นมหาสมุทร

ทำไมมหาสมุทรจึงเป็นเม็ดฝน

ทำไมเม็ดฝนจึงเป็นใบไม้

ทำไมน้ำตาจากการร่ำไห้จึงเป็นโลก

 

โลกในอ้อมกอดของความขลาดเขลา

มีเงาเป็นเปลไกวเหมือนสวรรค์

กว่าจะซาบซึ้งในรสชาติ

บุปผาชาติตระการตาจากป่าเมืองหนาวก็แห้งเหี่ยว

เหมือนหนึ่งแม่ผู้ตายจากไป

เหลือไว้เพียงบทเพลงแห่งซาเซ็น

และการเพ่งพินิจ

ความคิดและชีวิตอนิจจัง

 

นั่งฟังเพลงที่โลกเปล่งเสียง

เพ่งมองบทเพลงที่ขับผ่านลำคอของการร่ำไห้

ทุกคนจากไปกันหมดแล้วหรือ

ฉันถามสายลมชรา

ฉันถามท้องฟ้าปราศจากเงาฝน

ทุกคนเป็นสุขดีอยู่หรือ

ในเสียงเพลง

ในลำคอเกรียมไหม้ที่ผ่านการร่ำไห้มานับกัปกัลป์

 

ในบ้านที่พรุนไปด้วยรอยรั่วและน้ำฝน

พวกเขาพากันไปไหน

ไม่มีบทสนทนาบนถนน

ทำให้เธอและใครบางคนยิ้มและพูดขึ้นอย่างมีหวัง

ฉันกระสับกระส่ายเหมือนการหาทิศทางที่ลงตัว

หาการเดินทางไปสู่จุดหมายที่เป็นเพียงชื่อของสถานที่

คืนหนึ่งที่สถานีรถไฟ

รถเที่ยวสุดท้ายไม่มีเหลืออีกแล้ว

ใครบางคนหอบหนังสือเปียกน้ำกองโต

โยนขึ้นไปในห้องที่เขาร่ำไห้

คล้ายกับว่า ความฝันได้ถูกทำลายลง

แต่จะมีใครให้ความสนใจกับความอ่อนแอของใครบางคน

หากในความฝันเป็นคืนฝนตก

นกและดวงดาวคงเหน็บหนาว

อยู่ในราวฟ้าและรวงรังที่ชุ่มโชก

ไม่เลวร้ายไปเสียทีเดียวหรอก

อย่างน้อยฉันก็ได้เห็นความดีงามที่มีชีวิต

จากร่างเปลือยเปล่าของชายและหญิง

เดินออกมาจากห้องอาบน้ำรวม

จากโรงเรือนไม้สีน้ำตาล

ยังมีคำพูดบางคำที่เรายังไม่เคยพูด

และบางความคิดที่เรายังคิดไม่ถึง

ฉันยังสงสัยอยู่ว่า

เราคิดมันขึ้นมาได้อย่างไร

เก็บกำรายละเอียดเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจาย

รวบรวมเป็นเรื่องราวและบทเพลงที่เศร้าสร้อย

ใช่...เรายังไม่รู้ถึงความจริง

บางสิ่งอยู่ในความไม่รู้นั้น

ฉันหลับฝันไปในเสียงนาฬิกา

และถูกปลุกขึ้นมาจากเสียงละเมอ

และกริ่งสัญญาณปลุกให้ตื่นจากความฝันและนิทานดวงดาว

 

ก่อนการมาของผลองุ่น

posted on 19 Mar 2008 08:17 by fontree  in poetry
 

เดิมทีเป็นเพียงความฝันและการคาดเดาของเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่ง

ผู้เฝ้ามองเถาสีเขียวที่เลื้อยเกาะเกี่ยวอยู่ตามรั้วไม้ผุ

เหมือนกับเปลวไฟที่ค่อย ๆ แล่นลามจากความเย็นชืด

สู่เชิงตะกอนที่ศพและเส้นเอ็นเกร็งกระตุก

ปลุกสำนึกความหิวโหยและความปลื้มปิติในรสชาติ

ให้ออกมาเปล่งวาจาไพเราะสองสามประโยค

เป็นสุนทรพจน์สั้น ๆ กินใจของเกษตรกร

เดิมทีความฝันยังคงเป็นความฝันของคนป่วยไข้

ในลมหายใจร้อนและกรุ่นพิษ

และทุกคนไม่ได้ตั้งความปรารถนาในการให้กำเนิดสรรพสิ่ง

สรรพสิ่งก็ได้ให้กำเนิดดอกและผลของผืนดินเอง

ด้วยน้ำฟ้า ด้วยหยาดเหงื่อและการฟูมฟัก

เช่นเดียวกับแม่และลูกน้อยของเธอ

ผ่านการร่ำไห้จนร่างสั่นเทาเหมือนเป็นไข้

และต่างละเมอเพ้อพกไปต่าง ๆ นานา

ท้องฟ้าบุตรของแผ่นดิน

หลานของผืนน้ำ

กำเนิดการกสิกรรมเป็นโศลกแห่งการวิงวอนและการเซ่นสรวง

และด้วยความเมตตาผลพวงที่งอกเงยออกมาจากเถาเกรียมไหม้

คือเรียวนิ้วมือที่ถูกกัดกินด้วยพิษไข้ของแม่ธรณี

และเหล่าบุตรธิดาของชนเผ่าเร่ร่อน

ท่ามกลางป่าอารยธรรม

และคำคมในสองสามประโยคซึ่งไม่รู้จบในความหมาย