ขณะรถยนต์วิ่งเข้าสู่เขตอำเภอจตุรัส จังหวัดชัยภูมิ หลังจากเดินทางผ่านลำนารายณ์ถึงหนองบัวโคก ด้วยทางหลวงสายเล็ก ๆ และงดงาม สู่ถนนที่กำลังก่อสร้างขนาด 6 เลน คลื่นวิทยุชุมชน จากเครื่องรับวิทยุ ติดรถยนต์ส่งเสียงครวญเพลงลูกทุ่ง มีบางช่วงคลื่นสัญญาณถูกพัดหายไปพร้อมกับสายลมและความเร็วของการ ขับขี่

ผมกดปุ่มเลือกสถานีอย่างไม่มีจุดหมาย ตั้งใจเพียงได้ฟังเพลงที่ชื่นชมก็พร้อมจะแวะฟังด้วยความยินดี

...สวัสดีครับ ตอนนี้ท่านกำลังฟังจตุรัสเรดิโอ ช่วงสะพานสายรุ้ง...

เสียงนั้นช่างคุ้นเคย ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนฟัง

...รับฟังเพลงต่อไป อ้ายบ้านกอกมอบให้น้องแอนบ้านส้มป่อย...มนต์รักมีโอ เชิญรับฟังครับ

ผมนั่งครุ่นคิดถึงเจ้าของเสียงนักจัดรายการหนุ่มนั้น เรื่อยมาจากจัตุรัสถึงบ้านเขว้า ผมคิดและทบทวน นึกและตรึกตรองถึงน้ำเสียงของกวีหนุ่มและนักดนตรี คนหนึ่งนาม ชวาลา ชัยมีแรง เมื่อ 13 ปีก่อน ขณะที่ เขาใช้ชีวิตเร่ร่อน สัญจรไปเหมือนนกไร้รัง เป็นชายหนุ่มผู้ตามหาความฝันไปทั่วทิศ ขณะที่ผมเองเป็นเพียง หนุ่มน้อยผู้ปรารถนาเป็นกวี นักเขียน และผู้สื่อข่าว เขาเล่าถึงชีวิตและความคิดของเขาให้ฟังว่า...

เราเกิดที่อำเภอจตุรัส ชัยภูมิ เรียนศิลปะที่เทคโนโคราช แต่ไม่จบ มาจบที่ ร.ร.เพาะศิลป์ขอนแก่น ใฝ่ฝันที่จะเรียนจิตรกรรมที่ศิลปากร แต่สอบไม่ติด เพื่อน ๆ หลายคนสอบได้ จากนั้นก็ย้ายตัวเองเข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อตอบสนองความกระหายในศิลปะ

เขาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในแวดวงเพื่อนฝูงชาวศิลปากร ก่อนจะมาคลุกคลีและลงทะเบียนเรียนที่รามคำแหง ช่วงที่ติดตามเพื่อนฝูง เขาเคยประกวดดนตรีโฟล์กซอง และได้รางวัลมาโดยบังเอิญ เพราะไม่คิดว่าจะแข่งขัน แต่เพราะเห็นกีตาร์แล้วเกิดความมันในอารมณ์

ชวาลาเริ่มสนใจบทกวีและซึมซับบทเพลงจากผู้เป็นย่า ซึ่งเป็นแฟนหมอลำตัวยง ด้วยการใช้ชีวิตอยู่กับย่าตั้งแต่เล็ก ๆ ทำให้เขารับเอาท่วงทำนอง เรื่องราว และการเรียงร้อยด้วยภาษาเพลงที่สวยงาม เขาเริ่มสนใจการเขียนกลอนเรื่อยมา ประกอบกับความมุ่งมั่นศึกษาเรียนรู้งานศิลปะไปด้วย

ด้วยบทกวีนี่เองที่ชวาลากล่าวว่า เรามาเข้าใจจริง ๆ ถึงคุณค่าและพลังของบทกวีก็ตอนอายุ 28 ปี สำหรับเราบทกวีที่ดี เป็นบทกวีที่ไม่ได้เค้นที่จะเขียน แต่เป็นลีลาสวยงามตามธรรมชาติ มันเป็นห้วงอารมณ์ อันสมบูรณ์ห้วงหนึ่ง ผสมผสานระหว่างสัจจะและมายา เป็นท่วงทำนองสอดคล้อง กลมกลืนและกินใจ เป็นภาวะจิตใจที่ทรงพลัง ซึ่งพยายามแสดงออก เป็นความอยากที่จะถ่ายทอดออกมาจากความไม่มีของมัน เหมือนกับทั้ง ๆ ที่มีแสงตะวันอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากจะทำให้มันอลังการขึ้นอีกด้วยการบรรยายและพรรณนาออกมา ด้วยลีลาการสืบค้นที่มาของแสงตะวันซึ่งส่องสว่างไปในสารวัตถุและสรรพสิ่ง

ชวาลาเคยทำเพลงกับสำนักสันติอโศกชุดหนึ่ง น้ำตาแห่งเสรีภาพ เป็นเพลงที่เขาแต่งเอง 6 เพลง และของสำนักอีก 6 เพลง เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามากสำหรับเขา เพราะได้พบมิตรสหายที่เต็มไปด้วยความสามารถหลายคน เนื้อหาของงานประกอบจากชีวิตและความคิดฝันของตัวเขาเอง แต่เขาก็ยังไม่พอใจนัก แม้ว่า บทเพลงอย่าง เรือน้อย จะโด่งดังขึ้นท่ามกลางหมู่นักศึกษา นักกิจกรรมชาวรามคำแหง ก็ตาม

ชีวิตที่ระเหเร่ร่อนดุจเสรีชน และทำตนเหมือนนักพรต เขารอนแรมไปกับนักศึกษา ชาวค่ายอาสาสมัคร และกลุ่มกิจกรรม ขับกล่อมมวลชนด้วยเสียงเพลงและบทกวี เขาคือตัวโน้ตที่ส่งเสียงอ่อนหวาน มีเสน่ห์ เห่กล่อมผู้คนทั้งตามบาทวิถี การชุมนุมของนักศึกษา ส่งเสียงผ่านสายเสียงในหอประชุม มันยังดำเนินอยู่เช่นนั้น โดยจะกลับบ้านเกิดที่จัตุรัสเพียงปีละครั้งเพื่ออยู่กับแม่

แต่ช่วงเวลาหนึ่งก็ทำให้เขาออกเดินทางอีก ดั้นด้นต่อไปเหมือนกับดวงวิญญาณแห่งการแสวงหาของเขา ยังไม่อิ่มกับการเรียนรู้โลกและผู้คน ก่อนจะได้บทสรุปให้กับตัวเองในภายหลังราวปี 2535 ว่า ชีวิตก็คือการเกิด แก่ เจ็บ และตาย เป้าหมายของชีวิตคือการมีอยู่เพื่อยกระดับดวงวิญญาณ เพื่อเรียนรู้ ชีวิตเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือสัจจะ และอีกด้านหนึ่งคือมายา

อย่างไรก็ดี งานเพลงบางส่วนของเขาก็ได้รับการนำไปร้องและได้รับความสนใจจากผู้ฟังไม่น้อย นั่นคือ บทเพลง หญิงสาวผู้จุดประกายฝัน ขับร้องโดย สีเผือก คนด่านเกวียน และช่วงนั้นเขาก็ยังคงใช้ชีวิตเดินทาง เขียนเพลง เขียนบทกวี อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายว่า นิทานคำกลอนเรื่อง อาณาจักรพระจันทร์เสี้ยว จะเขียน ได้เสร็จ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงก็คือ อีกหลายปีต่อมาเขาก็ได้รวบรวมผลงานนิทานคำกลอนเล่มดังกล่าวได้สำเร็จ พร้อมกับเดินทางกลับบ้านเกิดที่จตุรัสอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ เขาได้นางเอกตัวจริง ทั้งในนิยายและชีวิตจริงกลับมา ใช้ชีวิตร่วมกัน

ถึงเวลาหยุดการระเหเร่ร่อนของตัวเองลงเสียที ชวาลาและภรรยากลับมาค้าขายเสื้อผ้าที่จตุรัส และความฝันบรรเจิดก็เกิดขึ้น เมื่อเขาเริ่มรวบรวมเงินทองที่มีก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชน จตุรัสเรดิโอ ขึ้น โดยเขาเองคือเสาหลักในการบริหารจัดการ มีรุ่นน้องและผองเพื่อนร่วมงานจัดรายการ

กิจวัตรประจำวันของเขาในวันนี้คือตื่นเช้าก็เข้าทำงานที่สถานีวิทยุ ตกค่ำกลับบ้านอยู่กับครอบครัว เสาร์- อาทิตย์ ทำงานเขียน แต่งเพลง โดยเฉพาะงานแต่งเพลงที่เขาได้รับความไว้วางใจในฝีไม้ลายมือการเขียนเพลง ชวาลาเป็นนักแต่งเพลงให้ค่ายเพลงแห่งหนึ่ง มีเงินเดือนประจำแต่ทำงานอยู่ที่บ้าน ส่งงานผ่านระบบสื่อสาร ที่ทันสมัยของปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต หรือการสื่อสารทางไปรษณีย์

เพลงที่สร้างชื่อให้กับชวาลา ชัยมีแรง คือเพลง แสงจันทร์ ซึ่งนำไปขับร้องโดยวง มาลีฮวนน่า ด้วยลีลา บรรยากาศที่เหงา ถวิลหา และโรแมนติก ของท่วงทำนองและเนื้อร้อง มันเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไกลรอนแรมของกวีหนุ่ม สามสหาย คือ ชวาลา ชัยมีแรง ศักดิ์ชัย ตันศิริ และบุญณศักดิ์ ทองน้อย ได้กลายมาเป็นบทเพลง ที่ได้รับการร้องขอฟังอย่างต่อเนื่องตามคลื่นเพลงเพื่อชีวิต และเพลงลูกทุ่ง

ลมเดือนเมษายนอ้าวระอุยามกลางวัน เรามีโอกาสพบกันอีกครั้งหลังจากพบกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่สถานีวิทยุชุมชนซึ่งชวาลา ทำงานอยู่ บัดนี้เขาไม่เหลือคราบของนกน้อยสัญจรเร่ร่อน จะมีเพียงหนวดเครางาม บนใบหน้า และเรื่องราวสนทนาถึงเรื่องราวที่เขาประสบมาจากครั้งอดีต

อากาศร้อนจัดของเทศกาลสงกรานต์ กลับแปรเปลี่ยนเป็นฟ้าคะนอง ฝนตกลงมาหน่วงหนัก กระแสไฟฟ้าดับ สถานีวิทยุไม่อาจส่งสัญญาณ เป็นช่วงเวลาสำหรับนั่งมองธรรมชาติรอบกาย ขณะเขาครวญเพลงจากบทกวี ของบุญณศักดิ์ ทองน้อย มิตรรุ่นร้องที่อายุสั้นและจากไปก่อนวัยอันควร คงเป็นลีลาเดียวกับเมื่อครั้งเขามีกีตาร์อยู่ในมือ กรีดนิ้วพรมพรายไปบนสายเสียงในอดีต ทว่าการขับลำนำเพลงจากทรวงอกและจิตวิญญาณของศิลปิน ครั้งนี้กลับเป็นบทเพลงจากศิลปินผู้ซ่อนตัวอยู่ในมุมเล็ก ๆ ของเมืองชัยภูมิ

เมื่อครั้งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับผมนั้น ชวาลา เคยให้มุมมองเกี่ยวกับสังคมไว้ว่า สังคมไทยปัจจุบัน (2535) ไม่สามารถเป็นอิสระจากสังคมโลกได้ การพัฒนาต่าง ๆ มีอเมริกาเป็นแม่แบบ ซึ่งจริง ๆ แล้วการพัฒนานั้น มีผลกระทบกับทุก ๆ คนอย่างแน่นอน วิถีชีวิตเปลี่ยนไป แรงงานหลั่งไหลเข้าสู่เมืองใหญ่ ปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไป และเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ ส่วนอนาคตนั้นเราไม่รู้หลอกว่ามันจะจบลงอย่างไร หรือสิ้นสุดตรงไหน แต่เราเชื่อว่า มนุษย์ต้องเดินไปในความไม่รู้ด้วยการทดลอง และเป็นไปตามแรงผลักดัน ของกิเลสตัณหา ตอนนี้เราเข้าสู่ยุคไฮเทค และวิทยาการก้าวหน้า ปัญหาสังคมจะทวีขึ้น ความเสื่อมทราม ของศีลธรรมต้องมีขึ้นเป็นเงาตามตัว มันเป็นยุคของการค้าขายเสรีอย่างสมบูรณ์แบบ

จริงแล้วสังคมก็ไม่ได้บีบเค้นเราเท่าไร เราเพียงรับรู้ความเป็นไปของมัน และปรับตัวให้สมดุล เราก็สามารถอยู่กับมันได้ เราเองก็เคยคิดถึงการกลับไปใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอยู่กับบ้าน...

สิ่งที่เขาฝันในวันนั้นเป็นจริงแล้วในวันนี้ และคือการปรับตัวยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นทำนองของบทเพลงพิภพที่บรรเลงและขับกล่อมอยู่เนิ่นนาน โดยได้นำตัวโน้ตหนึ่งตัวที่เคยตกหล่นอยู่ในเมือง และท้องถนน กลับสู่ชายคาบ้านเกิด สร้างวรรควลีอันงดงาม ดื่มด่ำเรียนรู้จะบรรเลงตัวเองต่อไป ขับคลอไปพร้อมกับบทเพลงพิภพเพลง ๆ นี้ บรรเลงเรื่องราวของตัวเองต่อไปด้วยจังหวะ ลีลา และสีสันเฉพาะตัว นั่นคือท่วงทำนองของชายหนุ่ม ชวาลา ชัยมีแรง ผู้ขับขานขึ้นท่ามกลางโลกอันสับสนและอ้างว้างในเบื้องลึก


edit @ 2007/02/05 15:05:31

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry