การรอคอยของแม่
posted on 12 Mar 2007 11:33 by fontree in short-storyถึงวันนี้ผมก็ยังตัดสินใจไมได้ว่าจะกลับบ้าน หรืออยู่อย่างดื้อด้านและไร้เกียรติที่นี่
เมษายนแผดร้อนระอุจนซังข้าวล้มราบเรียบ ปกคลุมทุ่งนาแตกระแหง ราวกับจะเดือดไหม้และหลอมไหลเป็นหนึ่งเดียวกับเปลวแดด ซึ่งลามเลียสรรพสิ่งด้วยแสงแผดกล้า
บ่ายวันนั้นเอง แม่กลับมาจากตลาดเขรอะไปด้วยฝุ่นและกลิ่นเน่าของผัก และกลิ่นตุของเนื้อและปลาที่วางขาย กระจัดกระจายตามลานดินลูกรัง
รถโดยสารสีน้ำเงินวิ่งโขยกไปเหมือนม้าแก่ ๆ พร้อมกับเสียงหายใจหอบฮักและสั่นเครือของมัน บนเบาะเก่า ๆ และเต็มไปด้วยรูโหว่ ทำให้เห็นฟองน้ำสีน้ำตาลปนดำอยู่ข้างใต้ เสียงผู้โดยสารสนทนากันถึงการทำมาหากินเซ็งแซ่
ไม่ได้มีข่าวน่าดีใจนักเมื่อผมกลับบ้านในครั้งนั้น เหมือนกับว่า ใบหน้าเกรียมแดด และเต็มไปด้วยริ้วรอยของความชรานั้นจะท่วมท้นไปด้วยความเป็นห่วงระคนกับความหนักใจ
"มึงเรียนไปถึงไหนแล้ว จะจบเมื่อไร"
เป็นคำถามแรกที่แม่ถามขึ้น ผมมองตาแม่ ซึ่งมีเส้นเลือดสีแดงฝอยกระจัดกระจายคลุมบริเวณตาขาวขุ่นของแม่อย่างเย่อหยิ่ง เหมือนมันจะฟ้องว่า ผมได้ทำสิ่งเลวร้ายลงไปนับครั้งไม่ถ้วน และสิ่งเหล่านั้นก็หาได้พ้นจากสายตาของแม่ไม่
นับตั้งแต่ผมจากไปเพื่อเรียนต่อ ทั้งพ่อ แม่ และครอบครัวต่างเฝ้ามองท่าทีของผมว่า จะไปรอดหรือไม่ แต่ก็ไม่มีใครทักท้วงนอกจากความนิ่งเฉย และเงินที่หยิบยืมมาจากเพื่อนบ้าน โดยมีหลักประกันคือที่นาและผลผลิตยามแม่เก็บเกี่ยวได้
ทุ่งอยุธยาเป็นที่เกิดและหัดเดินของผมเอง ถึงวันนี้ผมก็เดินจากมันไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ ด้วยความคิดของวัยหนุ่ม ด้วยความดื้อรั้นอย่างโง่เขลา และถึงวันนี้ วันที่ผมอดโซอยู่ในซอกซอยของกรุงเทพฯ เผชิญหน้ากับความยากแค้นเพียงลำพัง ทำให้ผมคิดถึงทุกสิ่งที่ผมเคยมองผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ ด้วยใจพินิจพิจารณา และไต่ตรองอีกครั้ง พร้อมกับการชั่งใจหน่วงหนัก
แรกทีเดียวผมศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย เดือนละครั้งเท่านั้นที่ผมกลับบ้าน และทุกครั้งก็กลับขึ้นมาพร้อมเงินก้อนเล็ก ๆ ที่แม่และพ่อเฝ้าเก็บออมไว้สำหรับการเรียนของผม ส่วนผมเมื่อได้เงินก็เหมือนกับนกติดปีก บินไปอย่างไม่สนใจกับการได้มาของเหยื่อในปาก ซึ่งหมายถึงหยาดเหงื่อและการอดออมอันจำกัดจำเขี่ยของพ่อและแม่
ผมเริ่มตระเวนไปตามต่างจังหวัดอย่างไร้จุดหมาย ด้วยความคิดถึงการค้นหาตัวเอง จนแล้วจนรอดผมก็ไม่พบสิ่งใดเลย นอกจากความคิดโง่ ๆ ของตัวเอง และความดื้อรั้นซึ่งมีแต่จะทำให้ผมต่ำลงและรู้สึกไร้ค่า
ผมยังจำแววตาของน้อง ๆ ได้ เวลาแม่ส่งเงินให้ผมก่อนกลับกรุงเทพฯ พวกเขามองอย่างใคร่ได้ หรืออาจอิจฉา แกมตัดพ้อว่า พวกเขาต่างเหน็ดเหนื่อย ส่วนผมกลับเป็นคนฉกฉวย เห็นแก่ตัวที่สุด และสุดท้ายก็ปล่อยให้พวกเขารอคอยอย่างไม่รู้วันเดือนว่า เมื่อใดผมจะตอบแทนความเหนื่อยยากของพวกเขาบ้าง
ผมเริ่มทะเยอทะยานจะมีชื่อเสียง เริ่มทำทุกทางจะดันตัวเองให้สูงขึ้น ด้วยการเขียนข้อความไม่เข้าท่า เริ่มเล่าเรื่องห่างเหินไปจากชีวิตจริง กินน้ำค้าง แสงแดด และสายลมอย่างไม่รู้อิ่ม ขณะเดียวกันข้างหลังผมก็ซ่อนมือสกปรกงอหงิกเหมือนเป็นอัมพาตไว้เพื่อขอเงินทางบ้าน
แล้วผมก็เริ่มงานแรกอย่างจริงจังแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งพนักงานทั่วไป เงินเดือนไม่มากนัก ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ก็หมดไปเดือนต่อเดือน ไม่มีแม้แต่เงินออมและไม่อาจส่งเสียทางบ้านได้เลย มันเป็นช่วงเวลาที่ผมยังคงมีภาระต้องเรียนให้จบ
แต่เมื่อทุกสิ่งเริ่มเห็นเค้าลางของการลงตัว ผมสำเร็จการศึกษา และตั้งใจว่า จะบวชให้แม่สักหนึ่งเดือนแล้วผมก็ทำตามนั้น
หลังจากพาตัวเองกลับมายังห้องเช่าคับแคบอีกครั้ง พร้อมกับความหวังครั้งใหม่ เป็นกระบุงโกย ผมเริ่มสมัครงานอย่างต่อเนื่อง บางครั้งรอคอย บางครั้งไม่ใส่ใจ ทำหน้าที่หางานต่อไปอย่างมืดบอด เป็นความมืดบอดจริง ๆ มืดกว่าผมเคยคิดไว้ และไม่มีดวงไฟส่องนำทาง นอกจากแสงริบหรี่ของความหวังของผมเอง
นี่เองคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยผมไม่ได้รับสิ่งใดเป็นเครื่องยืนยันความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของตัวเอง นอกจากความผุพังและการผุกร่อนของความมั่นใจในตัวเอง และดูเหมือนว่า นานวันเข้ามันจะมอดดับและสลายจากรูปทรงที่เคยสดใสในห้วงนึกของผม จนหมดสิ้น
ด้วยการครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงทว่าปราศจากทางออกทำให้ผมอึดอัด ราวกับว่า โลกและห้องที่ผมอาศัยอยู่นี้จะหดแคบคงเหลือเพียงอาณาบริเวณเพียงช่องให้ผมหายใจได้เท่านั้น แต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้เลยแม่แต่กระดิกตัว สิ่งนี้ทำให้ผมคิดถึงการรอคอยที่ว่างเปล่า ทั้งผมมีต่อตัวเองและที่แม่มีต่อตัวผม
เมื่อผมเริ่มปฏิเสธตั้งแต่แรกแล้วว่า จะไม่กลับไป ทำไมผมต้องกลับไปด้วย ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมเผชิญอยู่ ความลำบาก ความไม่มั่นใจและไร้ที่พึ่ง หรือความหวาดกลัวกันแน่ ทำให้ผมคิดถึงการกลับไป ซึ่งอาจหมายถึงการหยามเหยียดและการดูถูกอย่างสาหัส ซึ่งผมมักทนไม่ได้กับการดูแคลนและการหยามหมิ่นนั่น
เมษายนที่อบอ้าว และหน่วงหนักทำให้การตัดสินใจกลายเป็นเรื่องเหลวไหลและการพุ่งไปเพื่อค้นหาตัวเองกลายเป็นเรื่องตอแหลสำหรับผม ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ผมจะต้องค้นหา มีแต่การกำจัดความขลาดเขลาออกไปจากตัวผมให้หมดก็เพียงพอแล้ว โลกคงไม่ต้องการการถูกค้นพบ ทว่าเป็นการรู้จักเท่านั้นก็เพียงพอ มันเป็นความเพียงพอที่จะได้ทำมาหากิน ได้ตอบแทนผู้คนซึ่งเหนื่อยยากมาเพื่อผม ไม่ว่าพ่อแม่ พี่น้อง รวมทั้งเพื่อร่วมประเทศ ร่วมโลก ซึ่งผมกอบโกยมาจากพวกเขาอย่างตะกละตะกลาม ผมคิดถึงการพึ่งพาตัวเองให้ได้
แดดเต้นระยับเหมือนเปลวไฟ จริง ๆ แล้วมันคือนรกในใจของผมเองต่างหาก กำลังเผาไหม้ตัวเองอย่างช้า ๆ ไม่ใช่คนอื่น และไม่มีอะไรอื่น
ผมควรกลับไปเพื่อพบกับแม่ดีไหม ไปด้วยสองมือว่างเปล่าและความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างน้อยแม่ก็ใจกว้างกว่าใครทั้งหมดในโลก อย่างน้อยแม่ก็เป็นบ้านหลังเดียวในโลก เป็นอ้อมกอดเดียวในโลกที่บรรยายคำว่ารักออกมาโดยไม่ได้เอ่ยถ้อยคำ ผมรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ทว่าจนแล้วจนรอดผมก็สู้ดุ่มเดาเดินต่อไปอย่างเย่อหยิ่ง และถือดี ว่าผมต้องพาตัวเองไปให้รอด ในเมื่อทุกสิ่งเกิดจากการที่ผมเลือก ผมก็เลือกจะอยู่ต่อไป แม้มันจะไร้เกียรติ และต้อยต่ำก็ตาม ผมจะไม่ร่ำร้องบอกใคร นอกจากบอกกับใจตัวเองให้สงบเอาไว้ สักวันหนึ่งการรอคอยของแม่คงต้องสิ้นสุด
บรรยากาศอันชวนบ้าคลั่งวันนั้น ผมจากมาตัวเปล่า พร้อมเงินอีกก้อนหนึ่งจากแม่ เป็นเงินจากการหยิบยืมอีกเช่นเคย ผมรู้สึกละอาย และต้อยต่ำลงอีก ต่ำลงเหมือนสัตว์นรกและเดรัจฉาน ผู้ไม่เคยรู้คุณ ผู้กระหายก็ดื่มกิน เมื่ออิ่มแล้วก็จากไป
ภาพเหล่านั้นยังแจ่มชัดเหมือนฝันร้าย มักยืดยาวในความคิดเสมอพอ ๆ กับความฝันดี
ใบหน้าก่อนลายังเป็นความหวังระคนกับความห่วงใยไม่เคยหมดไป ทั้งหมาผอม ๆ สองตัว กับน้องสามคนที่ตามมาส่งริมถนน ผมเก็บน้ำตาและความชิงชังตังเองไว้ เก็บไว้มิดชิด เหมือนสัญชาติญาณ เก็บไว้เพื่อเฆี่ยนตีตัวเองให้ทะยานต่อไปเหมือนม้าแก่ ให้ตะบึงวิ่งต่อไปบนความพิกลพิการของตัวเอง ทั้งผมยังมั่นใจอย่างเจ็บปวดว่า สักวันหนึ่งผมจะกลับไป อาจเป็นเมษายนของปีหน้าที่ระอุเดือด และหลอมเหลว เลวร้ายกว่าปีที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่วันนี้อย่างแน่นอน
ผมเก็บภาพเหล่านั้นเก็บไว้ในลิ้นชักความทรงจำ และวันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ผมนำภาพเหล่านั้นขึ้นมาโบยตีตัวเอง เป็นอีกครั้ง ผมอดเวทนาตัวเองไม่ได้ที่ปล่อยให้แม่รอคอยต่อไปอย่างไม่อาจคาดเดาว่า เมื่อไร เมื่อไรหนอจึงจะจบสิ้นลง ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของแม่
edit @ 2007/03/12 13:27:54