เรื่องของนกตัวหนึ่ง
posted on 30 Mar 2007 11:42 by fontree in short-storyเช้าวันอาทิตย์อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าเป็นสีครามเหมือนเสียงหัวเราะ อีกนัยหนึ่งมันคือทางเดินอันปลอดโปร่งสำหรับแสงแดดและสายลม
เสียงกระพือปีกดังพึ่บพั่บ เป็นระยะของปีกสีขาวคู่หนึ่ง ผ่านกระแสสายตาของผมครู่หนึ่ง ก่อนลับหายไปทางด้านขวามือของบึงน้ำกว้างสีเขียว
หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว การอพยพของนกจากไซบีเลียในคอลัมน์เล็ก ๆ ของหน้าหนึ่ง ฉบับเดือนธันวาคมปีที่แล้ว
คนที่นี่ไม่ได้สนใจหรอกว่า ในบึงน้ำข้างบ้านของพวกเขามีวัตถุมีปีกสีขาว สีเทา ลอยตัวอยู่เป็นกลุ่มก้อนคล้ายขยะลอยอยู่กลางบึงน้ำ พวกเขาตื่นแต่เช้าและไปทำงาน
บานประตูเงียบเหงาเปิดออกอย่างระห้อยโหย ไม่มีเสียงดังเอะอะเล็ดรอดออกมาเหมือนเวลาเย็นยามพวกเขากลับมา
ทว่าผม นั่งอยู่เหมือนนักธรรมชาติวิทยา กำลังเสาะหาพันธุ์พืชและสัตว์ซึ่งอาศัยอยู่รอบ ๆ ความจริงแล้วไม่ใช่หรอก ผมตกงานมาสองเดือนแล้ว รูปถ่ายหมดไปกว่าหนึ่งโหล และกระดาษสำเนาต่าง ๆ ถูกแจกจ่ายไปตามบริษัท ตามที่หนังสือพิมพ์ประกาศรับสมัครงานประกาศไว้
ผมจึงต้องทำหน้าที่ตัวตลกของห้องพัก ดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วพยายามใช้ความสามารถในการเขียน จดบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ เพื่อเก็บความสูญเปล่าของเวลาบรรจุลงในความคิดและเรื่องราวชวนหัวเราะหัวไห้
ความจริงไซบีเลียอยู่ที่ไหนผมไม่รู้หรอก แต่ในแผนที่โลกบอกว่า เป็นเขตหนึ่งของรัสเซียซึ่งมีอากาศหนาวจัด และเท่าที่ผมอ่านพบในนิยายบางเล่ม นักโทษหลายคนถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานหรือไม่ก็ติดคุก โทษฐานเป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาล
แต่ผมไม่ได้เขียนถึงเรื่องการเมือง ผมเขียนถึงเรื่องนก นกตัวหนึ่งซึ่งยังคงว่ายไปมาในบึงน้ำกว้างติดกับสลัมแห่งนี้ เดิมทีบึงน้ำเป็นมาอย่างไรผมไม่ทราบ มันวางตัวสงบเสงี่ยม และทำหน้าที่เหมือนคลอง ส่งเสียงระหว่างสองฟาก และหมู่บ้านตั้งอยู่รายรอบกายสีเขียวของมัน
มันไม่ใช่นกเขาหรือนกเป็ดน้ำอย่างที่ผมเข้าใจ มันเป็นนกประหลาดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ตัวมันสีขาวอมเทา ส่งเสียงร้องเหมือนกับคนไอ เป็นเสียงแห้ง ๆ แหบพร่า
ผมรู้ดีว่า ไม่ใช่กงการอะไรของผมจะต้องแจกแจงรายละเอียดของนกตัวหนึ่ง มันเพียงเริ่มต้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ฤดูหนาวของที่นี่ก็ไม่จัดว่าหนาวอะไรมากมายนัก เพราะมันเป็นเมือง ความจริงแล้วมันก็แค่อากาศเบาสบาย สดชื่นชั่วระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ หรือสองอาทิตย์เป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เหมือนในชนบทห่างไกลออกไป
เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เมื่อผู้คนรอบ ๆ บึงน้ำ เริ่มสนใจพวกนกประหลาดพวกนั้น และพวกเขาก็จัดการกับมันด้วยวิธีธรรมชาติที่สุด คือ ยิงมันทิ้ง
ผมเคยเดินไปดูใกล้ ๆ ขณะเขาลากเจ้านกพวกนั้นขึ้นมา หน้าตามันเหมือนกับท่านผู้นำคนปัจจุบันของเรา มีเลือดออกจากใต้ปีกของมัน บางตัวขนกระจุยกระจาย บางตัวสูญเสียหัวอันน่าเกรงขามของมันไปแล้ว อาจตกหล่นและจมลงในบึงน้ำก็เป็นได้
ใช่ ต้องใช่ แน่ ๆ ผมคิด มันต้องเป็นนกอะไรสักอย่างที่พวกเขาเคยรู้จักและคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี เพียงแต่ว่า ขณะนี้ เราไม่รู้และนึกไม่ออกว่ามันเป็นนกอะไร
ผมได้ยินเขาเล่ากันว่า นับจากมกราคมถึงเมษายนผ่านมา ผู้คนรอบบึง ซึ่งส่วนใหญ่คือ คนของสลัมแห่งนี้ พวกเขาบอกว่า ฝันร้ายทุกคืน และมันยิ่งดูเหมือนเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อเสียงเอะอะโวยวายดังมาเกือบทุกหลังคาบ้านเรือน
บางคืนเป็นของบ้านนี้ ส่วนอีกคืนเป็นของบ้านถัดไป มันสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันจนครบหน้า รวมทั้งผมด้วย กว่าร้อยครั้งในความฝันร้ายของผม นกพวกนั้นสามารถกลายเป็นคน ซึ่งมากกว่าสองร้อยคนทีเดียวในฝูงของพวกมัน
พวกมันออกย่ำเดินไปอย่างสง่าผ่าเผย ขโมยตั้งแต่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น กระถางดอกไม้ ถังน้ำ เลวร้ายที่สุดก็คือ มันก็ขโมยบ้านซึ่งผมกำลังนอนหลับอยู่ไป ผมพยายามต่อสู้และอธิบาย ชี้แจงเหตุผล ถึงสิทธิ์ที่ผมมี เพราะผมมีสิทธิ์หลับลงอย่างเสรีและมันก็เป็นเสรีภาพในการครอบครองชายคาซึ่งมีค่าต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผม
แต่พวกมันไม่ฟังความหรอก มันกลับเข้ามาต่อยผมจนฟันล่วงกราวเหมือนก้อนกรวด เลือดยังไม่สาแก่ใจพวกมัน มันต้องการชีวิตของผมด้วย แล้วผมก็สะดุ้งตื่น ในความมืดสลัวซึ่งมีแสงไฟริบหรี่หน้าบ้านของชาวบ้านเปิดทิ้งไว้ทำให้เห็นบึงน้ำ เหมือนโพรงสีดำ ดูน่ากลัว และลึกลับ อะไรก็ตามที่ออกมาจากบึงมันหมายถึงผู้คนรอบข้างจะเป็นผู้ทดสอบมันด้วยชีวิต และความคิดของพวกเขา เสียงร้องแหบห้าวและหยาบกระด้างของฝูงนกยังคงดังในค่อนดึก แล้วผมก็ดิ่งลงหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
เช้าวันต่อมาขณะผมเดินออกจากบ้านเพื่อซื้อกับข้าว เสียงพูดคุยถึงความฝันก็ดังมาจากโต๊ะกาแฟข้างร้านขายของชำ
ชายคนหนึ่งหน้าตาซีดเซียว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เขาอดนอน เขาเล่าว่า
พวกมันเข้ามาในบ้านข้าประมาณ ห้าสิบคน ถืออาวุธคนระอย่าง บางคนถือเหล็กแหลม มีด และปืนพก 9 มม. พวกมันเข้ามาไม่พูดพล่าม ตรงเข้าขนของทุกอย่างในบ้าน ตบตีคนในบ้าน ข้า เมียข้า และลูกสองคนที่นอนอยู่ห้องติดกัน มันขนทุกอย่างจากไป รวมทั้งบ้าน ปล่อยให้ข้าและครอบครัวนอนตากน้ำค้าง มันเป็นฝันร้าย และข้าก็ตื่นขึ้น นอนไม่หลับอีกเลย
หญิงอ้วนพร้อมถุงผักในมือพูดขึ้นบ้าง
นั่นไม่เท่าไร พวกมันเผาบ้านฉัน จับฉันเหวี่ยงลงไปในบึง ฉันสำลักน้ำแทบตาย ดีที่ฉันว่ายน้ำเป็น ก็เลยตะเกียกตะกายเข้าฝั่งได้ แต่พวกมันก็กระทืบฉันที่ท้องน้อย ถอดเสื้อผ้าของฉันออก มันขืนใจฉันด้วย เธอหยุดหอบแล้วเล่าต่อ
ฉันร้องไห้และพยายามเรียกคนให้ช่วย แต่มันก็เตะปากฉันด้วยส้นตีน และเอามีดทิ่มเข้าที่คอของฉัน ฉันกลัวสุดขีด จึงได้สะดุ้งตื่นขึ้น ฉันก็อดนอนมาทั้งคืน
หลายคนต่างมองหน้ากันและกัน และต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า พวกเขาต่างฝันร้าย ฝันร้ายที่มาพร้อมกับพวกนกประหลาดพวกนั้น มันไม่แค่จิกกินข้าวของธรรมดา ๆ เหมือนนกทั่วไป แต่มันเป็นนกปีศาจ สามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ
เรื่องราวยังคงดำเนินมาเป็นเวลาสามเดือน ทุกคนในสลัมรวมทั้งฉันต่างซูบซีด เด็กตัวเล็กตัวน้อยขวัญผวา ตาลอย เบิ่งค้าง หวาดกลัว พวกเขาเริ่มหยุดงาน เพราะป่วย บางคนถึงกับตายจากไปด้วยโรคประสาทหลอน บางคนยิงตัวตายด้วยเกรงว่า วันหนึ่งความฝันไม่มีตัวตน แต่น่ากลัวนั้นจะฆ่าเขา เขาจึงชิงลงมือเสียก่อน
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ได้ทำให้หนังสือพิมพ์สนใจ แทบกล่าวได้ว่า ไม่มีใครใส่ใจเลยก็ว่าได้ มีแต่พวกเราชาวสลัม ซึ่งต้องอยู่ และรอคอยความตายเงียบ ๆ
เช้าวันหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของการตายของฝูงนก ชายวัยกลางคนพร้อมปืนลูกซองในมือ เดินนำชายหนุ่มอีกสองคน พวกเขามีปืนเช่นกัน ทุกคนต่างเคร่งเครียด ใบหน้าหมองคล้ำ สายตาเบิ่งค้าง นั่งเรือพายลำเขื่องออกไปกลางบึงน้ำ
ผมรู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรสักอย่างกับฝูงนกพวกนี้ อากาศของวันนั้นมืดครึ้ม ทั้ง ๆ ที่เป็นเดือนเมษายนที่อบอ้าว เสียงปืนดังขึ้นประมาณยี่สิบนาที ดังเหมือนการสู้รบกันตามชายแดน ควันปืน กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของดินประสิว ลอยคละคลุ้งไปกับความหม่นมัวของท้องฟ้า และประสาทหลอมไหลของชาวบ้าน หลายคนออกมายืนดู และต่างส่งเสียงร้องลั่น
ฆ่ามัน ฆ่ามัน
กลิ่นคาวเลือดและการตายหมู่ของนกประหลาดทำให้ทุกคนออกมายืนรอบ ๆ บึงเพื่อดู ใกล้ ๆ ร่างนกไร้ลมหายใจเหล่านั้น ชายหนุ่มสามคนพายเรือและหอบร่างเปียกน้ำใส่ลำเรือแล้วพายเข้าฝั่ง นั่นคือจุดจบของความฝันร้าย
แต่ทำไมอยู่ ๆ กลับมีเสียงพึ่บพั่บ ๆ ของปีสีขาวดังขึ้น ข้างหน้าต่างของผม มันบินเข้าไปกลางบึงอีกครั้ง ทว่า ครั้งนี้มันมีเพียงตัวเดียว หลังจากพวกมันหายหน้าไปกว่าสามเดือน นี่เดือนกรกฎาคมหลังการฆาตกรรมฝูงฆาตกรมีปีกเหล่านั้น
มันบินกลับมาอย่างเงียบเหงา ผมเห็นมันโฉบเฉี่ยวไปมาราวค้นหาพรรคพวกของมัน มันคงอพยพมาทีหลังเพื่อน ขณะเพื่อนร่วมฝูงของมันได้สูญหายไปจากโลกหมดแล้ว
จากเช้าสู่บ่าย อากาศยังคงร้อนจัด เสียงตามเรือนชานบ้านสลัมยังเงียบสงบ พวกเขาออกไปทำงานและยังไม่กลับมา ส่วนผมผู้มีหน้าที่สังเกตการณ์บึงน้ำและความเคลื่อนไหวรอบตัวต่อไป
คืนนี้เอง ผมเกรงว่า ฝันร้ายจะกลับมา
edit @ 2007/04/02 09:13:52
#1 By karaveak on 2007-04-01 16:18