poetry

บางทำนองของบทเพลง

posted on 08 Jan 2007 08:25 by fontree  in poetry

เสียงฮัมอันแผ่วต่ำกังวานอยู่ในลำคอและทรวงอกของแม่

ยังความง่วงงุนเคลิบเคลิ้มมาสู่ทารกน้อย

บางห้วงเวลาที่การรอคอยทรมานจิตใจยิ่งกว่าความตาย

ท่อนหนึ่งของดนตรีไพเราะก็หยุดความกระสับกระส่ายได้

บางทำนองของเสียงร้องจากนกเขาและดุเหว่า

กลับยังความเศร้ามาสู่ยามสนธยาและทิวไม้มัวสลัว

ในขณะบางเช้าตรู่เสียงคูขันของนกเขา

กับแว่วดุเหว่าจากพุ่มไม้ของหมู่บ้าน

ก็ยังความเบิกบานต้อนรับอรุณรุ่งด้วยชีวิตที่เต็มเปี่ยม

เสียงเพลงของเหล่านกน้อยจอแจจากชายคาบ้าน

เสียงแม่ไก่นำลูก ๆ ออกหาอาหาร

เสียงปีกของฝูงนกเอี้ยง กระยาง นกเป็ดน้ำ

เติมความว่างของแสงสีทองให้หมดจด

งดงามปราศจากตำหนิ

บางเวลาชีวิตก็ปลิวคว้างล่องลอย

ในสายน้ำแห่งความคิด

ปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยว

ประดุจไม้เลื้อยผู้พยายามหาไม้ใหญ่

แต่หาได้พบสิ่งใดไม่ นอกจากฝ่ามืออันว่างเปล่า

เพียงประกายแดดที่ส่องสะท้อนจากใบไม้สีเขียวและพรมหญ้า

ยังความหวังและใฝ่ฝันก้าวไปข้างหน้าอย่างทรนง

ไฉนไม่ใช่สิ่งที่เราคิดขึ้นเองที่มักท้าทายเราอย่างจงใจเหมือนอสรพิษ

และไยไม่ใช่ความคิดอีกเช่นกันที่พลิกค่ำคืนที่ไร้ดาว

สู่ความสว่างพราวของแสงอาทิตย์

ใช่ ... บางห้วงเวลา

บางท่วงทำนองเราก็ได้ลิ้มรสแห่งความสุขแท้จริง

ที่ไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงแม้แต่น้อย


edit @ 2007/02/13 09:16:44

งานศพที่เปลี่ยวเหงา

posted on 10 Jan 2007 08:03 by fontree  in poetry

ขบวนศพของผู้ยากไร้ปราศจากหมู่มิตร

ไม่อลังการเหมือนศพท่านคหบดีผู้มากด้วยทรัพย์

เดินวนทวนเข็มนาฬิกา

ภวังค์ต้องการย้อนเวลากลับมายังชีวิตที่เต็มไปด้วยความรุ่มร้อนอีกครั้ง

แต่นั่นหาใช่ความประสงค์ของสัปเหร่อเฒ่าไม่

ตรงข้ามบนกองถ่านและเปลวไฟต่างหาก

ที่จะทำลายซากสังขารที่เปื่อยเน่าลง

เพียงเถ้าถ่านไม่กี่หยิบมือ

คหบดี ยากจก และคนไร้ญาติก็ดุจกัน

จะนำไปลอยอังคาร

ใส่โกฐทองเหลืองบูชา

หรือบรรจุตามผนังกำแพงโบสถ์วิหาร

หรือพัดไปกับสายลมเพื่อกลายกลับเป็นดินดานดุจเดิม

ไยไม่ใช่ความเงียบเหงาอย่างยิ่ง

ไยมิใช่การปลดปลงอันแสนหนักหน่วงของภาระลง ณ เชิงตะกอนเล่า

สับปะเหร่อเฒ่าเอ๋ย

ความตายอีกเท่าใดเล่าจึงเพียงพอแก่โลกใบนี้

เกิดเท่าไรย่อมตายเท่านั้น

สับปะเหร่อเฒ่าตอบ

ไยต้องกริ่งเกรง

ไยต้องหวาดกลัว

เพราะมีเพียงตัวของเจ้าเพียงลำพังเท่านั้น

ที่จะนำพา ปลดระวางภาระหนักหน่วงนั้นลง

แล้วทำลายมันลงด้วยเปลวไฟ

สู่ความดับเย็นอันเป็นนิรันดร์


edit @ 2007/02/13 09:12:01

รับขวัญดวงดาว

posted on 10 Jan 2007 08:06 by fontree  in poetry

เธอก้าวข้ามมาจากความฝันของฤดูฝนอันเปียกปอน

สู่ราตรีกาลที่ยาวนานในทรวงอกของหญิงสาวคนหนึ่ง

ผู้ไม่ปรารถนาวิถีอันร้อนรน

แต่คือความสงบสงัดและชุ่มเย็นเหมือนรากไม้ริมธารน้ำ

จากทางเดินสายรุ้งเบาบาง

รองรับฝ่าเท้านุ่มนวลของเธอไว้

ประคับประคองต่อไปท่ามกลางหมู่ดาวระยิบระยับ

กริ่งกระดิ่งจากหน้าต่างบ้านหลังเล็กส่งเสียง

เป็นบทเพลงความฝันอ่อนโยนในห้องแห่งความง่วงงุน

เธอหลับไหลอยู่นานเท่าใด

เธอปลิวคว้างอยู่ในความเวิ้งว่างนั้นนานเท่าใดกันเล่า

กว่าเสียงเพรียกแห่งความรักจะเรียกเธอกลับมา

กลับมายังวิถีที่อาจนำเธอไปสู่ความผุดผ่อง

และการดับอย่างสิ้นเชิงของเปลวไฟสีม่วง

หญิงสาวคนนั้นขับกล่อมเธอทุกค่ำคืน

แขวนเธอไว้กับหมู่ดาวข้างหน้าต่างราตรี

เพื่อให้เธอได้รู้จักความรักหญิงสาวจึงรักเธอก่อน

ด้วยหัวใจและชีวิตที่มีอยู่

กับการรอคอยดาวน้อยดวงนั้น

จะเปล่งประกายความหวังในคืนที่มืดมิด

บนทางเดินที่ไม่อาจคาดเดา...


edit @ 2007/02/13 09:14:55

ใบหน้าความจน

posted on 10 Jan 2007 08:07 by fontree  in poetry

ท่ามกลางฝูงใบหน้าที่ปรากฏ

ดวงตา คิ้วคาง สีหน้า เล่าความเป็นไปของผู้คน

โดยปราศจากการปกปิด

ใบหน้าของคนจนดูจะโดดเด่นที่สุด

แววตาขุ่นข้น สีหน้าหมอง อมทุกข์

ไม่มีตัวตน ไม่อาจจับต้องด้วยโภคทรัพย์

ไม่อาจจับต้องด้วยนิ้วมืออ่อนนุ่ม

หากแต่เป็นฝ่ามือที่หยาบแข็งจากงานหนัก

และท้องที่กลวงว่างเหมือนโพรงอากาศ

ลึกลงในแววตาปราศจากเรื่องราวแห่งสุข

ชะตากรรมของพวกเขาตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน

ไม่แม้จะคาดเดาวันสิ้นสุด

ร่างกายที่สกปรกเหมือนเศษผ้า

กัดกินความทรมานแทนความฝัน

กอดอ้อมอกระอุร้อนของหนี้สินแทนความรัก

แต่พวกเขาก็คือเรา

คือหนึ่งเดียวของความเป็นมนุษย์

ที่มากด้วยความรู้สึกรัก-ชัง-ดีใจ-เสียใจ

เพียงแต่ไม่มีใครให้เกียรติพวกเขา

ไม่ได้รับเชิญเข้าไปในงานเลี้ยงหรูหรา

อาหารรสเยี่ยมและสุราชั้นเลิศ

แม้ในวันเผาศพก็ปราศจากญาติมิตร

มีเพียงสับปะเหร่อคนเดิมที่ทำศพให้อย่างไม่เต็มใจ

พวกเขามีใบหน้าแต่เหมือนไม่มี

เป็นเงาแบนบางแทรกตัวอยู่กลางฝูงชน

ปะปนไปกับความเจริญและ ความเสื่อม

เทคโนโลยีและความทันสมัย

หากแยกเขาให้เป็นอิสระจากชีวิต

จากฝูงชน จากสังคม

ท้องถนนของเมืองก็ว่างเปล่า

ความร่ำรวยก็ไร้ค่า

ความเป็นมนุษย์ก็ตกต่ำ

เพราะไม่มีเขาก็ย่อมไม่มีเรา

และแม้ว่าจะมีเราแต่พวกเราก็ต่างปราศจากตัวตนที่แท้จริง

ต่างถูกกัดแทะจากปลวกหนอนดุจเดียวกัน


edit @ 2007/02/13 09:11:28

เธอคือสาวสวยสะคราญ

ผู้ตรึงจิตวิญญาณของเหล่าแมลงที่มารุมล้อม

ด้วยรักหรือชัง พระธรรมเท่านั้นหยั่งรู้ได้

หากแต่การเยื้องกายไปของเธอคือความเบิกบานแห่งสายลม

จากความโกรธขึ้งที่หน่วงหนัก

จะกลายเป็นความรักที่ไร้ขอบเขต

และประดุจห้วงมหรรณพแห่งความเมตตา

กาลเวลาจะอยู่ในบัญชาของเธอ

เพราะเธอคือดอกไม้ที่เป็นยิ่งกว่าดอกไม้

เบ่งบานและงามกว่าดอกไม้ใดในโลก

ส่งกลิ่นอยู่ในความเป็นนิรันดร์

จะเป็นความฝันและความเป็นจริงในดวงใจของคีตกวีไม่มีชื่อ

ให้เธอนำทางเขาไปยังแสงสว่างของดวงจันทร์

ให้เธอโอบกอดเขาไว้ด้วยกลิ่นหอมที่ไม่อาจบรรยาย

ให้เขาได้ฝังกายลงด้วยความสงบและเดียวดาย

หลังจากการงานเสร็จสิ้นลง

ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งการเบ่งบานที่เพิ่งจะเริ่มต้น


edit @ 2007/02/13 09:10:39