poetry

 

ในบ้านที่พรุนไปด้วยรอยรั่วและน้ำฝน

พวกเขาพากันไปไหน

ไม่มีบทสนทนาบนถนน

ทำให้เธอและใครบางคนยิ้มและพูดขึ้นอย่างมีหวัง

ฉันกระสับกระส่ายเหมือนการหาทิศทางที่ลงตัว

หาการเดินทางไปสู่จุดหมายที่เป็นเพียงชื่อของสถานที่

คืนหนึ่งที่สถานีรถไฟ

รถเที่ยวสุดท้ายไม่มีเหลืออีกแล้ว

ใครบางคนหอบหนังสือเปียกน้ำกองโต

โยนขึ้นไปในห้องที่เขาร่ำไห้

คล้ายกับว่า ความฝันได้ถูกทำลายลง

แต่จะมีใครให้ความสนใจกับความอ่อนแอของใครบางคน

หากในความฝันเป็นคืนฝนตก

นกและดวงดาวคงเหน็บหนาว

อยู่ในราวฟ้าและรวงรังที่ชุ่มโชก

ไม่เลวร้ายไปเสียทีเดียวหรอก

อย่างน้อยฉันก็ได้เห็นความดีงามที่มีชีวิต

จากร่างเปลือยเปล่าของชายและหญิง

เดินออกมาจากห้องอาบน้ำรวม

จากโรงเรือนไม้สีน้ำตาล

ยังมีคำพูดบางคำที่เรายังไม่เคยพูด

และบางความคิดที่เรายังคิดไม่ถึง

ฉันยังสงสัยอยู่ว่า

เราคิดมันขึ้นมาได้อย่างไร

เก็บกำรายละเอียดเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจาย

รวบรวมเป็นเรื่องราวและบทเพลงที่เศร้าสร้อย

ใช่...เรายังไม่รู้ถึงความจริง

บางสิ่งอยู่ในความไม่รู้นั้น

ฉันหลับฝันไปในเสียงนาฬิกา

และถูกปลุกขึ้นมาจากเสียงละเมอ

และกริ่งสัญญาณปลุกให้ตื่นจากความฝันและนิทานดวงดาว

 

นั่งมองบทเพลง

posted on 03 Apr 2008 08:34 by fontree  in poetry
 

ทุกคนพร้อมแล้วที่จะฟัง

ความหวังเก่าแก่

เหมือนแม่และพ่อ

ในความทรงจำพร่ำพูดเหนื่อยอ่อน

แม่ร้องเพลง

เป็นเพลงเดิม ๆ หลายครั้งที่ฉันเคยได้ยิน

แต่ไม่เคยเข้าใจ

 

ทำไมกาแฟจึงขม

ทำไมแม่น้ำจึงเป็นมหาสมุทร

ทำไมมหาสมุทรจึงเป็นเม็ดฝน

ทำไมเม็ดฝนจึงเป็นใบไม้

ทำไมน้ำตาจากการร่ำไห้จึงเป็นโลก

 

โลกในอ้อมกอดของความขลาดเขลา

มีเงาเป็นเปลไกวเหมือนสวรรค์

กว่าจะซาบซึ้งในรสชาติ

บุปผาชาติตระการตาจากป่าเมืองหนาวก็แห้งเหี่ยว

เหมือนหนึ่งแม่ผู้ตายจากไป

เหลือไว้เพียงบทเพลงแห่งซาเซ็น

และการเพ่งพินิจ

ความคิดและชีวิตอนิจจัง

 

นั่งฟังเพลงที่โลกเปล่งเสียง

เพ่งมองบทเพลงที่ขับผ่านลำคอของการร่ำไห้

ทุกคนจากไปกันหมดแล้วหรือ

ฉันถามสายลมชรา

ฉันถามท้องฟ้าปราศจากเงาฝน

ทุกคนเป็นสุขดีอยู่หรือ

ในเสียงเพลง

ในลำคอเกรียมไหม้ที่ผ่านการร่ำไห้มานับกัปกัลป์

ความสงัดหลังฝน

posted on 10 Jul 2008 15:24 by fontree  in poetry

 

เมื่อความเกรี้ยวกราดของฟ้าพัดผ่านไปพร้อมกับละอองฝน

ทั้งดอกคูณเหลืองระย้าและดอกหญ้าฤดูร้อนจึงคลายจากความหวาดผวา

และค่อย ๆ เช็ดน้ำตาที่ยังปิดบังโลกทั้งใบ

ความเงียบสงัดคือเพื่อนแท้ของสรรพสิ่ง

สิ่งที่ดูเหมือนสั่นไหวตลอดกาลของความคิด

ยังหยุดอยู่เพื่อดูความบกพร่องของตัวเอง

โลกมิได้ถูกทอดทิ้งให้เดียวดาย

ชีวิตไม่ได้ถูกปล่อยปละให้รกร้าง

หากแต่โลกหยุดตัวเองไว้ในภาษาหนึ่ง

เป็นรหัสนัยและทางผ่านอันแยบยล

และยากที่จะแทรกตัวผ่านมิติแห่งความคิด

หรือแม้แต่กฎเกณฑ์ของเหตุผลไปได้

ยังมีบางสิ่งที่เรายังไม่รู้

ยอมรับซิว่า เราไม่ได้รู้อะไรเลยยกเว้นคำบอกเล่า

และการโต้แย้งของเหตุผลพื้น ๆ

จากการเล่าเรียนจากความขลาดเขลา

และพันธนาการทั้งปวง

เหมือนปัจจัยแห่งการรวมกันของธุลีละออง

และอายไอแห่งพื้นผิวที่ดูราบเรียบ

แต่ในความเงียบสรรพสิ่งกลับเคลื่อนไหว

ร้อยรัดความโปร่งเบาสบายเป็นสีคล้ำดำและเศร้าหมอง

ลองใช้ความพยายามอีกครั้งที่จะหยุดความคิดที่เลื่อนไหลลง

หยุดลงแค่ความเข้าใจ

และบนแท่นแห่งความคิดมีเพียงความซึมซาบ

ในความหมายทั้งหมดที่มีและที่เป็น

โลกยังคงไม่เหนื่อยล้าที่จะขยับกาย

และระหว่างการเคลื่อนไหวก็ไม่อาจปฏิเสธกาลเวลา

จะเป็นกี่หยดหยาดแห่งความทุกข์โศกหรือความสุข

ก็ไม่มีสิ่งใดบอกได้ว่า เมื่อใดจะจบสิ้น

นอกเสียจากบินไปอยู่เหนือกฎเกณฑ์

อยู่นอกวงของความเป็นเหตุเป็นผล

และจะกี่ครั้งที่ลมบนและเบื้องล่างส่งภาษา

ใบหูนั้นจะเฉยชาไร้การตอบสนองที่เป็นอารมณ์

edit @ 10 Jul 2008 15:27:51 by poetry of my soul

รหัสนัย

posted on 15 Jul 2008 08:35 by fontree  in poetry

 

 

เป็นความลับเสมอมา...ชีวิต

เรากำลังค้นหาความโศกเศร้าในใจของเราเอง

ด้วยความปรารถนาเสียงหัวเราะ

ด้วยแรงทะเยอทะยานที่ยังโลดแล่นไป

นัยยะไร้นัยยะ

ปรารถนาเป็นขยะของตัวเอง

มีความคุ้มคลั่งเป็นคัมภีร์

มีความตายเป็นครรภ์กำเนิด

มีการเกิดและดับเป็นทางเดิน

ด้วยรอยยิ้มของสนธยาที่ปราศจากความหมาย

วัวควายฝูงสุดท้ายเดินกลับคอกแล้ว

จากเสียงเพลงกล่อมที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำตา

และนัยน์ตาที่ฝ้าฟางด้วยต้อหิน

ความรักยังไม่กลับมา

จากความชิงชังเหนือหัวคิ้ว

และการตอกย้ำถึงความพ่ายแพ้ของสังขาร

สู่การเลือนละลายและการกลายเผ่าพันธุ์

ด้วยความอ้างว้างของห้องนอน

บนเตียงนอนที่ยับและเต็มไปด้วยกลิ่นอับ

ความลับของกามารมณ์ถูกเปิดเผยทุกวินาที

เพียงการคลื่นไหวไปเหมือนเถาไม้เลื้อย

เกี่ยวพันและโยงใยความฝันสู่ชีวิต

เป็นปริศนาคำทาย

เป็นคำให้ร้ายและการยอมรับ

ด้วยยานอนหลับหนึ่งกำมือ...ความฝัน

ความจริงพูดอยู่ทุกวัน

edit @ 15 Jul 2008 08:38:08 by poetry of my soul

ความตายของกระดิ่ง

posted on 22 Jul 2008 15:27 by fontree  in poetry

 

 

เมื่อความตายมาถึง

หมายถึงความหมายปราศจากความหมายอีกต่อไป

ทุกสิ่งคือคำตอบ ทุกสิ่งคือความเงียบงัน

เพราะคือความตาย

สายลมไม่ได้พัดมา

ทุกสิ่งเคลื่อนไหวยกเว้นกระดิ่งกระเบื้องสีน้ำเงิน

แขวนอยู่ที่บานหน้าต่าง

ดนตรีของความเงียบคือตัวของความเงียบเอง

ความคิดดำดิ่งที่มุ่งสู่ห้วงคำนึงคือความคิดคำนึงเอง

แต่ความตายก็ได้มาถึงแล้ว

ยิ้มเรียบง่ายเหมือนดอกแก้ว

รำพึงแผ่วเบาออกมาจากมิติความฝัน

เมื่อไร้ลมก็ไร้ชีวิต

แต่ชีวิตก็ยังมีอยู่

เช่นเดียวกับเมื่อครั้งชมการแสดงมายากล

ศีรษะขาดและหายไปต่อหน้าต่อตา

ทว่ากลับมาด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ

และความพึงพอใจที่ได้เปล่งเสียงกระทบกระทั่ง

แต่มันก็นานมาแล้วที่ความตายได้หยุดบทสนทนาลง

รวมทั้งเสียงเพลงที่เยือกเย็นเหมือนบทสวด

สวดเพื่อปลดปล่อยจิตใจของตัวเองออกจากความตาย

สวดเพื่อร่ำไห้ต่อความรักที่มีมากมายเกินกว่าจะปฏิเสธ

หรือรับไว้อย่างเห็นแก่ตัว

แล้วกระดิ่งนี้ก็เงียบกริบ

เช่นเดียวกับตัวอักษรที่ปราศจากความรู้สึก

หากแต่ความรู้สึกเองที่จุดโคมไฟขึ้นในมโนทวารที่ลึกและกว้าง

ในความลึกและกว้าง

ขณะความตายเกาะนิ่งอยู่กับสายลมที่หลับสนิท

ความคิดหนึ่งก็สั่นกระดิ่ง

ด้วยเสียงเพลงของชีวิต

 

edit @ 22 Jul 2008 15:29:37 by poetry of my soul