poetry

ลำพัง

posted on 10 Jan 2007 08:09 by fontree  in poetry

เสียงบิดตัวไปมาของราตรีกังวานขึ้น

ระหว่างพื้นถนนที่เงียบและอ้างว้าง

กับสองข้างทางที่แซมด้วยต้นไม้ผลัดใบ

จังหวะซ้ำ ๆ ของฝีเท้าก้องสะท้อนจากพื้นถนน

กู่กังวานโหยหวนถึงแสงนวลของหมู่ดาริกาลิบลับ

ถนนทางเชื่อมต่อระหว่างการไปและการกลับ

ถนนทางที่ฉันทอดถอนและหลั่งลมหายใจลง

วางไว้ระนาบพื้นและพัดกลืนไปกับความมืด

อีกวันและวินาทีแห่งความเงียบ

พัดไหวเงาใบไม้โดดเดี่ยวในเส้นเงากล่าวถ้อยคำ

ฉันต้องการถ้อยคำสักหนึ่งคำสำหรับตัวเอง

ฉันต้องการสัมผัสสักหนึ่งครั้งคราก่อนที่จะผ่านไป

ผ่านทุกขณะของชีวิตขึ้นและลง

ผ่านทุกขณะจิตเคลื่อนไหว

กลิ่นอายของราตรีและสีของดอกไม้ในเงามืด

มีความเลือนรางเป็นอาภรณ์

มีการรอคอยเป็นสิ่งที่ยืนยันความฝันและความปรารถนา

เมื่อความฝันและความเศร้านั่งเรือใบไม้แห้งบางเบา

เคลื่อนไปในโลกและท้องทะเล

ถนนปลายสุดตรงดวงดาว

ราตรีบรรจบทิวา ณ ดินแดนห่างไกล

ฉันเพียงผู้เดียวเท่านั้นหรือที่ต้องเดินทางต่อไป

เสียงคำตอบที่ก้องสะท้อนกลับมาบอกว่าไม่ใช่

สิ่งที่ฉันต้องการคือการผ่านไป

ผ่านวันและวัยอีกช่วงขณะหนึ่งของกระแสที่ไหลเชี่ยว

ไปเพื่อลั่นระฆังดาวที่หวังไว้ดวงนั้นลำพัง


edit @ 2007/02/13 09:24:54

ล้อเล่นกับเพลงนกเขา

posted on 10 Jan 2007 08:11 by fontree  in poetry

ของกู ๆ ๆ

ของกู ๆ ๆ

ของกูๆ ๆ

จุ๊กกรู ๆ ๆ

จุ๊กกรู ๆ ๆ

จุ๊กกรู ๆ ๆ

ตัวเจ้าเป็นของใคร?

เป็นนกเขา

แน่นอนไม่ใช่นกเรา

หลังพุ่มไม้ใบหนาติดขอบคันนาข้าวสีทองไสว

ใครกันเป็นเจ้าของเสียงนั้น

เสียงสวรรค์ที่กู่ขึ้นอย่างครึ้มใจว่า ของกู ๆ ๆ

ทั้งที่รู้อยู่ว่าไม่ใช่

จู้ฮุกกรู ๆ ๆ ๆ ๆ

ขันคูแต่เช้าหลังดุเหว่าเงียบเสียง

สำเนียงนั้นช่างคุ้นเคย

กระไรเลยหนอคนจะไม่เคยเอ่ยอ้างของกู ๆ ๆ ๆ ๆ

ทั้งยังข่มขู่เพื่อนบ้านด้วยดาลโทสะอีกว่า

นั่นมันของกู ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

นี่ก็ของกู ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

โดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นของใคร?

โอหนอที่แท้ผืนดินหมาดน้ำค้างนี่เอง

กล่าวสรรเสริญอยู่ออกบ่อย

ถึงนามของเพื่อนบ้านผู้ยึดมั่น

สำคัญว่านี่นั่นคือของกู

เป็นคำสรรเสริญที่ควรล้างหูฟังเสียนี่กระไร

ช่างงดงามเสียนี่กระไร

อดสงสัยไม่ได้ว่า ไยบรรดากวีจึงไม่หยิบมาใช้

หรือกล่าวไว้ในวรรควลีที่จะเยาว์วัยตลอดไป

เธอกล่าวไว้เช่นนี้

มนุษย์เช่นเธอนี้ก็ดีอยู่ดอก

แม้นจะโดนหลอนหลอกมากมายก็มีโอกาสล่วงรู้

แต่ก็น่าสงสารในบางครั้ง

เพราะกำลังแห่งความมืดช่างแน่นหนา

แม้แต่ฉันเองก็ยังท้อถอย

เอาเถิดฉันจะค่อย ๆ

เก็บเรี่ยวแรงของเธอมาทีละน้อย ๆ

โดยไม่ปล่อยให้เธอล้มลงในทันทีทันใด

หอบหายใจเสียให้เต็มปอดเถิดที่รัก

มักได้ปรารถนาใดจงรุดเร่งไป

เพราะช่วงเวลาแห่งการหายใจไม่สู้ยาวนัก

มีเพียงความรักในกันและกันเท่านั้น

ที่จะเก็บร่างของเธอไว้นิรันดร์

และจะขับขานนามของเธออยู่นับเนิ่นทีเดียว

ประเดี๋ยวก่อนที่รัก

พักความโลภหลงลงสักครู่เถิด

เปิดใบหูฟังเจ้าของเสียงของกู จู๊ฮุกกรูเมื่อครู่ก่อน

บัดนี้ก็มานอนรอเธอแล้วในอ้อมอกฉัน

มาเถิดที่รัก ชำระกายของเธอให้สะอาด ขัดถูหัวใจให้ผุดผ่อง

กาลนั้นฉันจะขับกล่อมเธอด้วยบทเพลงอันอบอุ่น

ขณะตัวหนอนและแมลงจะช่วยทำความสะอาดโครงกระดูกและเส้นเอ็นของเธอ

เหล่าน้ำเหลือง มูถคูตทั้งหมดทั้งมวลของเธอ

จากน้ำจะไหลไปสู่สายน้ำ

จากดินจะกลับสู่เนื้อดินเช่นกัน

จากลมจะเป็นสายลมเช่นวายุแห่งห้วงสมุทร

จากไฟจะเป็นไฟเช่นเดียวกับที่ถูกจุดโดยมหากวีโดดเดี่ยว

มาเถิดที่รัก หลับพักให้สบาย

ลืมที่มาและที่ไปเสียให้สิ้น

ลืมถ้อยคำที่เคยกล่าวผ่านลิ้นสกปรก

เช่นเดียวกับที่นกร้องว่า ของกู ๆ ๆ ๆ

บัดนี้เธอรู้แล้วมิใช่หรือว่าอะไรเป็นอะไร ที่รักของฉัน

จบถ้อยคำรำพันของผืนดินผู้โอบอ้อมอารี

ทั้งความดีความชั่วต่างถูกกลบฝัง

นอนกอดก่ายกันและกันภายในอ้อมกอดของเธอ


edit @ 2007/02/13 09:22:11

ความคิดที่ว่า ย่าคือแม่มดชราขี้บ่นเมื่อครั้งก่อนหายไป

เหลือแต่วันวัยที่ผุกร่อนตรงหน้า

สายตาที่แลเห็นเพียงม่านสลัว

กระดูกที่นับวันจะเกี่ยงกันทำงาน

และไม้เท้าผู้ซื่อสัตย์ก็มักพาทำใจออกห่าง

ทิ้งให้ร่างของย่านอนหอบซมอยู่ในลมหายใจเก่าแก่

ภาพแห่งอดีตเป็นเพียงอดีต

เดินมาส่งปัจจุบันด้วยน้ำตานองหน้า

วันนี้ทำความดีก่อนจะส่งมอบให้กับอนาคต

ผู้ไม่ยี่หระต่อความยากลำบากใด ๆ แม้แต่ความตาย

ท้องฟ้าครวญครางเศร้า

เหงาในวัย 93 กว่า ๆ

ลูก หลาน เหลนที่มีพ่อแม่ผ่านสังขารอันเหี่ยวเฉา

ร้างราดุจเดียวกับดอกไม้ปลิดกลีบที่บอบช้ำร่วงลง

แต่กรรมยังไม่สิ้นผล

ต่อมน้ำตายังไม่แห้งเหือด

แม้จะผ่านคืนวันแห่งความตายมานับไม่ถ้วน

ความฝันเก่า ๆ กับตัวเลขฝันเฟื่อง

สำหรับเจ้ามือหวยเถื่อนใต้ดิน

ดำดิ่งอยู่ในสำนึกอ่อนล้า

ไยข้าจึงมีอายุยืนยาวนัก ?

วัย 28 ของหลาน ผีห่าซาตานเริ่มเข็ดขยาด

กริ่งเกรงที่จะหลอนลวง

ความพลุ่งพล่านได้คลายตัวลง

เป็นตัวหนังสือที่เขียนด้วยการหวัดแกมบรรจงจากสติ

ดำรงไว้ซึ่งสันติภายในที่วัยหนุ่มไม่เคยบอกกล่าวมาก่อน

เรื่องราวของไม้เท้ากับคำด่าซ้ำซาก

จะมีความหมายอันใดเล่า

ในเมื่อผู้เฒ่ากลายเป็นทารกตนหนึ่ง

เพิ่งหัดมองโลก

เพิ่งหัดเดินบนผืนโลก

และมักเศร้าโศกรันทดกับความคดโกงของสิ่งที่คิดว่าเป็นของเรา

เราและของเรา

เขาและของเขา

เป็นของเขา ของเขา

เป็นขี้เถ้ากองหนึ่ง

เป็นของโลกทั้งกายและวิญญาณ

ย่าวันนี้หรือวันไหน

ไม่มีใครมาเยี่ยม

ลูกของเรา หลานของเรา

ก็เพียงลูกหลานเทียม ๆ

ได้เทียมแอกใหม่ก็มีแต่ดั้นด้นไปตามวิถี

ลืมโยนีที่เคยคืบคลานออกมาสะอื้นไห้

ผวากอดทรวงอกที่กลับกลายเป็นฟักเน่า

โอมารดาแห่งบิดา

มารดาแห่งมารดา โอ

โลกนี้อ้างว้างจริงหนอ


edit @ 2007/02/13 09:21:18

กลับไปหาความดีงาม

posted on 10 Jan 2007 08:14 by fontree  in poetry

การค้นหาความหมายในความเศร้าแม้ยากจะจบลง

แต่การรอคอยของความดีงามก็อดทนเช่นกัน

ราวหญิงสาวผู้รอแหวนหมั้นจากชายเลี้ยงแกะยากจน

เพราะบทเพลงคร่ำครวญเพียงอย่างเดียว

ไม่เพียงพอที่จะปลูกกระท่อมแห่งความฝันขึ้นมาได้

และเพียงหยาดน้ำตาเศร้าโศกก็ไม่เพียงพอ

ที่จะทำให้กำเนิดดอกกุหลาบแม้เพียงดอกเดียว

นานเท่าใดกันเล่าที่นางรอคอยอยู่เช่นนั้น

ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า

ร่างของผู้ตายบนเชิงตะกอนก็เผาไหม้ไปแล้ว

ทว่านางยังคงรอคอยอย่างสงบ

แม้ทุ่งหญ้าที่เขียวขจีในยามสายกลายเป็นสีดำกว้างไกล

ร่างทุกร่างที่เคลื่อนไหวอยู่ต่างลับละลายจนหมดสิ้น

มีเพียงนางที่รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่

และจะกลับมาหานางได้ทันเวลา

หลังจากฝูงแกะเข้าคอกเรียบร้อย

หลังจากการชำระล้างร่างกายเสร็จสิ้น

เขาจะกลับมาหานาง

ด้วยกลิ่นหอมของดอกมะลิ

ด้วยสัมผัสอันอ่อนโยนของดวงดาว

เพราะนางเป็นเจ้าสาวคนเดียวของเขา

และเขาเป็นชายเพียงผู้เดียว

ที่นางใช้ความอดทนยิ่งใหญ่ในการรอคอย


edit @ 2007/02/13 08:54:20

หมู่บ้านในยามเย็น

posted on 10 Jan 2007 08:15 by fontree  in poetry

บทเพลงของฝูงนกกระยางกล่อมเกลาต้นกกในบึงน้ำ

ลู่โอนในแรงลมและระลอกที่ลิ่วล่องและเริงเล่นทุกนาที

โอ...หมู่บ้าน

ความลับถูกเก็บฝังไว้แห่งใด

ในยามเย็นหรือสุดทางเดินของหมู่บ้าน

บรรดาเสียงจากริมฝีปากของชีวิตเป็นของที่นี่

ไม่เพียงแต่หลังคาสีเขียว แดง และน้ำตาลเท่านั้น

ที่อ้าอ้อมแขนออกรอรับอ้อมกอดของสนธยาและราตรี

หมู่บ้านและต้นไม้ใบครึ้ม

สำเนียงอ่อนโยนเหมือนลูกเล่นของระนาด

ขณะที่ฉิ่งในมือเด็ก ๆ ขยับ ดังกรุ๋งกริ๋ง ๆ ๆ ๆ

ผู้หญิงและคนชราต่างแบกหน้ารับงานบ้านด้วยเสียงลอย ๆ ของฆ้องวง

โอ...หมู่บ้าน

เสียงที่เบิกบานยามนี้จะถูกกลบฝังไว้ที่ใด

ในความฝันหรือจินตนาการทวนเข็มนาฬิกา

หรือว่าเป็นผิวน้ำที่กระซิบอ่อนหวานกับรอยปีกสีขาวของฝูงนก

วันเดินกลับไปกลับมาบนลานดินเดิม

บรรจบหรือพบพราก ณ หัวใจดวงเดิม

โอ...หมู่บ้าน

หัวใจถูกกลบฝังไว้ ณ แห่งใดกันหรือ

หัวใจที่พร่ำละเมอทั้งเสียงหัวเราะและร้องไห้

หัวใจที่นำมาทั้งยามเย็นและรุ่งอรุณ


edit @ 2007/02/13 08:53:43