short-story

บทเพลงแห่งฤดูกาล

posted on 29 Jan 2007 13:36 by fontree  in short-story

คิดถึง ประเสริฐ จันดำ

แล้วข่าวการตายของกวีคนหนึ่งก็แพร่สะพัดไปทั่ว ผู้คนในแวดวงวรรณกรรมต่างกล่าวคำแสดงความไว้อาลัย บ้างตีพิมพ์ผลงานของเขาที่เคยส่งไปตามนิตยสารต่าง ๆ เพราะเขาเป็นที่รักและรู้จักกันดี ในฐานะผู้ย่ำเดินอยู่บนเส้นบรรทัดและกลิ่นหมึกอย่างยาวนาน จากนักปฏิวัติถึงความล้มเหลวในสายตาของคนทั่วไป คนตัวเล็กที่มีกลิ่นเหล้าเคล้าอยู่ในลมหายใจ มีบทกวีหลั่งไหลมาดุจห่าฝน เขาจากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ

ตัวอักษรที่เคยโลดแล่นไปมาบนหน้ากระดาษ เช่นเดียวกับความคิดที่หยั่งลงสู่ชีวิตบนผืนพิภพ เห็นมาแล้ว ผ่านมาแล้ว เหมือนการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าของชะตากรรม ซ่านไหลและวนเวียนเหมือนจินตนาการและความปรารถนาลึก ๆ ถึงบางสิ่ง อาจเป็นการหลุดพ้นไปจากชีวิตที่รุ่มร้อน จากไปพร้อมกับวรรควลีสุดท้ายและลมหายใจ รวมทั้งวิญญาณที่ยังคงแนบแน่นอยู่กับเส้นบรรทัดและหน้ากระดาษ ว่างเปล่า

ลมหนาวหอบเอาความเย็นโรยลงในโมงยามสนธยา ในรั้วพ่อขุนรามยามนั้นมีความมึนเมา กองไฟถูกก่อขึ้นเพื่อขับไล่ยุงและสร้างบรรยากาศ เหมือนชีวิตของยิปซีผู้เร่ร่อนไปทุกหนแห่ง ราวกับว่า อยู่นอกเหนือการกำหนดกฎเกณฑ์โดยชะตากรรม และมีเพียงการสัญจรไปโดยไร้ความผูกพัน ผู้คน บทกวี และความเมามายที่หยาดรินจากขวด สีน้ำตาล รสขื่นฝาดเร่าร้อนกับความมึนเมาที่สร้างความปั่นป่วนให้กับกระเพาะอาหารเหมือนถูกพิษ

เสียงเพลงวิญญาณในภาพถ่ายฉันมีภาพถ่ายที่เธอให้ไว้ เป็นภาพเตือนใจ... และใบหน้า ของวันเวลาเปิดเผยให้เห็นความต่างระหว่างวัย ทว่ามีความรู้สึกร่วมกัน ในพลังมหาศาลของความคิด เมื่อมัน ถูกแปรเปลี่ยนเป็นบทความ บทกวี และเรื่องสั้น เขาอยู่บนความเคารพ ทว่ากลับเป็นกันเองเหมือนพี่น้อง แม้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา และเจรจาพาทีกันมาก่อน บางส่วนที่เหมือนกันอย่างยิ่งคือสิ่งที่ดึงดูดเข้ามา หากัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เล่าและย้ำถึงความฝันของนักปฏิวัติที่ยังไม่ยอมกลับใจ เป็นคอมมิวนิสต์ คนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกเพื่อปลอบโยนผอ งคนทุกข์ รวมทั้งชีวิตของตัวเอง

เพลงวิญญาณในภาพถ่ายถูกพ่นออกมาพร้อมกลิ่นเปรี้ยวของเหล้า จากค่ำคืนกลายเป็นรุ่งสาง จากความเมากลายเป็นสร่างเมา และเวลาแห่งการแยกย้าย ทว่าตัวอักษรและความเคารพยังถูกกล่าวถึง ความทรงจำอ่อนไหวยังได้รับการกล่าวขาน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะง่ายดาย แต่ความตายง่ายดายเสมอ เหมือนลมพัดและฟ้าแลบ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ช่วงเวลาชั่วพริบตาเดียว ฉากทุกฉากก็ถูกปิดลงอย่างแนบสนิทและนิรันดร์ในความสงัดเงียบและ การลืมเลือน

อาการป่วยที่เริ่มทรุดลง คลี่คลายสู่รอยยิ้มชั่วคราว เหมือนความมืดมิดเปิดสู่รุ่งอรุณที่เปี่ยมไปด้วยความหมายของการ เริ่มต้น แต่ก็กลับกลายเป็นความร้อนจัดจ้าและแผดเผาไปในที่สุด อาจเป็นรอยยิ้ม และอาการฟื้นตัวขึ้นเพื่อยืดเวลาแห่งการร่ำลาออกไปอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะสะบัดตัวเองดับวูบเหมือน เปลวตะเกียงต้องลมพายุ ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันบางเบา และการเลื่อนไหลไปอย่างแช่มช้าบนท้องฟ้า มิอาจล่วงรู้แหล่งพำนัก
บางคำกล่าวถึงภาพสะท้อนแห่งชีวิต บางแง่มุมจับเรื่องราวการทำงาน บางเรื่องเป็นอุทาหรณ์สำหรับอนุชนรุ่นหลังที่อาจพลัดหลงไปบนเส้นทางที่มีความเมามายเป็นพาหนะ เขาไม่อาจลุกขึ้นมา บอกเล่าความฝันได้อีกต่อไป ไม่แม้จะประคองต้นฉบับที่กองสุมอยู่ในหัว ในฐานะของงานอีกหลายชิ้น ที่ยังไม่ได้ถูกสร้างสรรค์และกลั่นกรองออกมา

เสียงแคนแผ่วหายไปกับลมหนาว ดอกคูนแห้งเหี่ยวลงท่ามกลางแดดยาม เที่ยงวัน บอบบางเหมือนลมหายใจของผู้เขียนมันขึ้นมา ทว่าต่างก็เป็นไปและขึ้นอยู่กับบทเพลงแห่งฤดูกาล การชื่นชม ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

สำหรับเขา อาจมีใครบางคนที่รู้จักอย่างแนบแน่น และสามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อเขาออกมาได้อย่างหมดจดและงด งาม ทว่าในฐานะของคนเคยพบหน้า เคยพูดจา และด้วยความเคารพ สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้คงไม่เพียงพอและแจ่มชัดพอที่จะฉายภาพของเข าได้อย่างสมบูรณ์ เป็นเพียงความ ทรงจำที่เคยมีกันอยู่ เคยร่วมร้องเพลง รวมทั้งเห็นหยาดน้ำตาของตัวอักษรเหล่านั้นจากดวงตาของเขา

โมงยามนี้ก็มืดค่ำเสียแล้ว เมฆที่เกลื่อนกระจายและสายลมที่โยกไหวไปมาอาจนำพาส่วนหนึ่ง ของวิญญาณของเขามาเยี่ยมเยือน เมืองเปิดไฟต้อนรับความมืด ความตายปิดฉากการมีอยู่ ทว่ายังไม่ใช่กาลอวสาน เพราะบางวรรคที่เคยรุ่มร้อนได้ถูกลบเลือนไปแล้วจากโลก คงไว้เพียงภาพประทับในใจ ของผู้ชื่นชมและผู้ปรารถนาเก็บจำบางความทรงจำที่มีเขาไว้เพื่อข ับกล่อมตัวเอง

เสียงเพลงและภาพของค่ำคืนนั้นกลับมาอีกครั้ง ทว่าต่างวาระและสถานที่ ความมึนเมาที่กดทับเหนือหัวผู้คนอย่างเท่าเทียม เหมือนภาระแห่งชีวิตที่โลกได้มอบให้กับทุกคนยังคงเริงรำและร่าย ยาวเรื่องราวของมันต่อไป แม้ว่าเขาได้ตายจากไปแล้วจริง ๆ จากวรรควลีที่เผ็ดร้อน และชีวิตที่แยกสลายลงในเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของบทเพลงแห่งฤดูกาล

edit @ 2007/02/01 08:31:19

ขณะรถยนต์วิ่งเข้าสู่เขตอำเภอจตุรัส จังหวัดชัยภูมิ หลังจากเดินทางผ่านลำนารายณ์ถึงหนองบัวโคก ด้วยทางหลวงสายเล็ก ๆ และงดงาม สู่ถนนที่กำลังก่อสร้างขนาด 6 เลน คลื่นวิทยุชุมชน จากเครื่องรับวิทยุ ติดรถยนต์ส่งเสียงครวญเพลงลูกทุ่ง มีบางช่วงคลื่นสัญญาณถูกพัดหายไปพร้อมกับสายลมและความเร็วของการ ขับขี่

ผมกดปุ่มเลือกสถานีอย่างไม่มีจุดหมาย ตั้งใจเพียงได้ฟังเพลงที่ชื่นชมก็พร้อมจะแวะฟังด้วยความยินดี

...สวัสดีครับ ตอนนี้ท่านกำลังฟังจตุรัสเรดิโอ ช่วงสะพานสายรุ้ง...

เสียงนั้นช่างคุ้นเคย ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนฟัง

...รับฟังเพลงต่อไป อ้ายบ้านกอกมอบให้น้องแอนบ้านส้มป่อย...มนต์รักมีโอ เชิญรับฟังครับ

ผมนั่งครุ่นคิดถึงเจ้าของเสียงนักจัดรายการหนุ่มนั้น เรื่อยมาจากจัตุรัสถึงบ้านเขว้า ผมคิดและทบทวน นึกและตรึกตรองถึงน้ำเสียงของกวีหนุ่มและนักดนตรี คนหนึ่งนาม ชวาลา ชัยมีแรง เมื่อ 13 ปีก่อน ขณะที่ เขาใช้ชีวิตเร่ร่อน สัญจรไปเหมือนนกไร้รัง เป็นชายหนุ่มผู้ตามหาความฝันไปทั่วทิศ ขณะที่ผมเองเป็นเพียง หนุ่มน้อยผู้ปรารถนาเป็นกวี นักเขียน และผู้สื่อข่าว เขาเล่าถึงชีวิตและความคิดของเขาให้ฟังว่า...

เราเกิดที่อำเภอจตุรัส ชัยภูมิ เรียนศิลปะที่เทคโนโคราช แต่ไม่จบ มาจบที่ ร.ร.เพาะศิลป์ขอนแก่น ใฝ่ฝันที่จะเรียนจิตรกรรมที่ศิลปากร แต่สอบไม่ติด เพื่อน ๆ หลายคนสอบได้ จากนั้นก็ย้ายตัวเองเข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อตอบสนองความกระหายในศิลปะ

เขาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในแวดวงเพื่อนฝูงชาวศิลปากร ก่อนจะมาคลุกคลีและลงทะเบียนเรียนที่รามคำแหง ช่วงที่ติดตามเพื่อนฝูง เขาเคยประกวดดนตรีโฟล์กซอง และได้รางวัลมาโดยบังเอิญ เพราะไม่คิดว่าจะแข่งขัน แต่เพราะเห็นกีตาร์แล้วเกิดความมันในอารมณ์

ชวาลาเริ่มสนใจบทกวีและซึมซับบทเพลงจากผู้เป็นย่า ซึ่งเป็นแฟนหมอลำตัวยง ด้วยการใช้ชีวิตอยู่กับย่าตั้งแต่เล็ก ๆ ทำให้เขารับเอาท่วงทำนอง เรื่องราว และการเรียงร้อยด้วยภาษาเพลงที่สวยงาม เขาเริ่มสนใจการเขียนกลอนเรื่อยมา ประกอบกับความมุ่งมั่นศึกษาเรียนรู้งานศิลปะไปด้วย

ด้วยบทกวีนี่เองที่ชวาลากล่าวว่า เรามาเข้าใจจริง ๆ ถึงคุณค่าและพลังของบทกวีก็ตอนอายุ 28 ปี สำหรับเราบทกวีที่ดี เป็นบทกวีที่ไม่ได้เค้นที่จะเขียน แต่เป็นลีลาสวยงามตามธรรมชาติ มันเป็นห้วงอารมณ์ อันสมบูรณ์ห้วงหนึ่ง ผสมผสานระหว่างสัจจะและมายา เป็นท่วงทำนองสอดคล้อง กลมกลืนและกินใจ เป็นภาวะจิตใจที่ทรงพลัง ซึ่งพยายามแสดงออก เป็นความอยากที่จะถ่ายทอดออกมาจากความไม่มีของมัน เหมือนกับทั้ง ๆ ที่มีแสงตะวันอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากจะทำให้มันอลังการขึ้นอีกด้วยการบรรยายและพรรณนาออกมา ด้วยลีลาการสืบค้นที่มาของแสงตะวันซึ่งส่องสว่างไปในสารวัตถุและสรรพสิ่ง

ชวาลาเคยทำเพลงกับสำนักสันติอโศกชุดหนึ่ง น้ำตาแห่งเสรีภาพ เป็นเพลงที่เขาแต่งเอง 6 เพลง และของสำนักอีก 6 เพลง เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามากสำหรับเขา เพราะได้พบมิตรสหายที่เต็มไปด้วยความสามารถหลายคน เนื้อหาของงานประกอบจากชีวิตและความคิดฝันของตัวเขาเอง แต่เขาก็ยังไม่พอใจนัก แม้ว่า บทเพลงอย่าง เรือน้อย จะโด่งดังขึ้นท่ามกลางหมู่นักศึกษา นักกิจกรรมชาวรามคำแหง ก็ตาม

ชีวิตที่ระเหเร่ร่อนดุจเสรีชน และทำตนเหมือนนักพรต เขารอนแรมไปกับนักศึกษา ชาวค่ายอาสาสมัคร และกลุ่มกิจกรรม ขับกล่อมมวลชนด้วยเสียงเพลงและบทกวี เขาคือตัวโน้ตที่ส่งเสียงอ่อนหวาน มีเสน่ห์ เห่กล่อมผู้คนทั้งตามบาทวิถี การชุมนุมของนักศึกษา ส่งเสียงผ่านสายเสียงในหอประชุม มันยังดำเนินอยู่เช่นนั้น โดยจะกลับบ้านเกิดที่จัตุรัสเพียงปีละครั้งเพื่ออยู่กับแม่

แต่ช่วงเวลาหนึ่งก็ทำให้เขาออกเดินทางอีก ดั้นด้นต่อไปเหมือนกับดวงวิญญาณแห่งการแสวงหาของเขา ยังไม่อิ่มกับการเรียนรู้โลกและผู้คน ก่อนจะได้บทสรุปให้กับตัวเองในภายหลังราวปี 2535 ว่า ชีวิตก็คือการเกิด แก่ เจ็บ และตาย เป้าหมายของชีวิตคือการมีอยู่เพื่อยกระดับดวงวิญญาณ เพื่อเรียนรู้ ชีวิตเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือสัจจะ และอีกด้านหนึ่งคือมายา

อย่างไรก็ดี งานเพลงบางส่วนของเขาก็ได้รับการนำไปร้องและได้รับความสนใจจากผู้ฟังไม่น้อย นั่นคือ บทเพลง หญิงสาวผู้จุดประกายฝัน ขับร้องโดย สีเผือก คนด่านเกวียน และช่วงนั้นเขาก็ยังคงใช้ชีวิตเดินทาง เขียนเพลง เขียนบทกวี อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายว่า นิทานคำกลอนเรื่อง อาณาจักรพระจันทร์เสี้ยว จะเขียน ได้เสร็จ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงก็คือ อีกหลายปีต่อมาเขาก็ได้รวบรวมผลงานนิทานคำกลอนเล่มดังกล่าวได้สำเร็จ พร้อมกับเดินทางกลับบ้านเกิดที่จตุรัสอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ เขาได้นางเอกตัวจริง ทั้งในนิยายและชีวิตจริงกลับมา ใช้ชีวิตร่วมกัน

ถึงเวลาหยุดการระเหเร่ร่อนของตัวเองลงเสียที ชวาลาและภรรยากลับมาค้าขายเสื้อผ้าที่จตุรัส และความฝันบรรเจิดก็เกิดขึ้น เมื่อเขาเริ่มรวบรวมเงินทองที่มีก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชน จตุรัสเรดิโอ ขึ้น โดยเขาเองคือเสาหลักในการบริหารจัดการ มีรุ่นน้องและผองเพื่อนร่วมงานจัดรายการ

กิจวัตรประจำวันของเขาในวันนี้คือตื่นเช้าก็เข้าทำงานที่สถานีวิทยุ ตกค่ำกลับบ้านอยู่กับครอบครัว เสาร์- อาทิตย์ ทำงานเขียน แต่งเพลง โดยเฉพาะงานแต่งเพลงที่เขาได้รับความไว้วางใจในฝีไม้ลายมือการเขียนเพลง ชวาลาเป็นนักแต่งเพลงให้ค่ายเพลงแห่งหนึ่ง มีเงินเดือนประจำแต่ทำงานอยู่ที่บ้าน ส่งงานผ่านระบบสื่อสาร ที่ทันสมัยของปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต หรือการสื่อสารทางไปรษณีย์

เพลงที่สร้างชื่อให้กับชวาลา ชัยมีแรง คือเพลง แสงจันทร์ ซึ่งนำไปขับร้องโดยวง มาลีฮวนน่า ด้วยลีลา บรรยากาศที่เหงา ถวิลหา และโรแมนติก ของท่วงทำนองและเนื้อร้อง มันเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไกลรอนแรมของกวีหนุ่ม สามสหาย คือ ชวาลา ชัยมีแรง ศักดิ์ชัย ตันศิริ และบุญณศักดิ์ ทองน้อย ได้กลายมาเป็นบทเพลง ที่ได้รับการร้องขอฟังอย่างต่อเนื่องตามคลื่นเพลงเพื่อชีวิต และเพลงลูกทุ่ง

ลมเดือนเมษายนอ้าวระอุยามกลางวัน เรามีโอกาสพบกันอีกครั้งหลังจากพบกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่สถานีวิทยุชุมชนซึ่งชวาลา ทำงานอยู่ บัดนี้เขาไม่เหลือคราบของนกน้อยสัญจรเร่ร่อน จะมีเพียงหนวดเครางาม บนใบหน้า และเรื่องราวสนทนาถึงเรื่องราวที่เขาประสบมาจากครั้งอดีต

อากาศร้อนจัดของเทศกาลสงกรานต์ กลับแปรเปลี่ยนเป็นฟ้าคะนอง ฝนตกลงมาหน่วงหนัก กระแสไฟฟ้าดับ สถานีวิทยุไม่อาจส่งสัญญาณ เป็นช่วงเวลาสำหรับนั่งมองธรรมชาติรอบกาย ขณะเขาครวญเพลงจากบทกวี ของบุญณศักดิ์ ทองน้อย มิตรรุ่นร้องที่อายุสั้นและจากไปก่อนวัยอันควร คงเป็นลีลาเดียวกับเมื่อครั้งเขามีกีตาร์อยู่ในมือ กรีดนิ้วพรมพรายไปบนสายเสียงในอดีต ทว่าการขับลำนำเพลงจากทรวงอกและจิตวิญญาณของศิลปิน ครั้งนี้กลับเป็นบทเพลงจากศิลปินผู้ซ่อนตัวอยู่ในมุมเล็ก ๆ ของเมืองชัยภูมิ

เมื่อครั้งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับผมนั้น ชวาลา เคยให้มุมมองเกี่ยวกับสังคมไว้ว่า สังคมไทยปัจจุบัน (2535) ไม่สามารถเป็นอิสระจากสังคมโลกได้ การพัฒนาต่าง ๆ มีอเมริกาเป็นแม่แบบ ซึ่งจริง ๆ แล้วการพัฒนานั้น มีผลกระทบกับทุก ๆ คนอย่างแน่นอน วิถีชีวิตเปลี่ยนไป แรงงานหลั่งไหลเข้าสู่เมืองใหญ่ ปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไป และเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ ส่วนอนาคตนั้นเราไม่รู้หลอกว่ามันจะจบลงอย่างไร หรือสิ้นสุดตรงไหน แต่เราเชื่อว่า มนุษย์ต้องเดินไปในความไม่รู้ด้วยการทดลอง และเป็นไปตามแรงผลักดัน ของกิเลสตัณหา ตอนนี้เราเข้าสู่ยุคไฮเทค และวิทยาการก้าวหน้า ปัญหาสังคมจะทวีขึ้น ความเสื่อมทราม ของศีลธรรมต้องมีขึ้นเป็นเงาตามตัว มันเป็นยุคของการค้าขายเสรีอย่างสมบูรณ์แบบ

จริงแล้วสังคมก็ไม่ได้บีบเค้นเราเท่าไร เราเพียงรับรู้ความเป็นไปของมัน และปรับตัวให้สมดุล เราก็สามารถอยู่กับมันได้ เราเองก็เคยคิดถึงการกลับไปใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอยู่กับบ้าน...

สิ่งที่เขาฝันในวันนั้นเป็นจริงแล้วในวันนี้ และคือการปรับตัวยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นทำนองของบทเพลงพิภพที่บรรเลงและขับกล่อมอยู่เนิ่นนาน โดยได้นำตัวโน้ตหนึ่งตัวที่เคยตกหล่นอยู่ในเมือง และท้องถนน กลับสู่ชายคาบ้านเกิด สร้างวรรควลีอันงดงาม ดื่มด่ำเรียนรู้จะบรรเลงตัวเองต่อไป ขับคลอไปพร้อมกับบทเพลงพิภพเพลง ๆ นี้ บรรเลงเรื่องราวของตัวเองต่อไปด้วยจังหวะ ลีลา และสีสันเฉพาะตัว นั่นคือท่วงทำนองของชายหนุ่ม ชวาลา ชัยมีแรง ผู้ขับขานขึ้นท่ามกลางโลกอันสับสนและอ้างว้างในเบื้องลึก


edit @ 2007/02/05 15:05:31

แรกหนาว

posted on 09 Feb 2007 11:18 by fontree  in short-story

ลมแรกของพฤศจิกายนกวาดเงาเมฆฝนกลับไปพร้อมกับเดือนตุลาคม ทิ้งรอยความคิดและความเย็นที่จับขั้วหัวใจ ความคิดของผมสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวทั้งต่อตัวเองและสิ่งที่ได้กระทำลงไป

เหมือนฆาตกรเผชิญหน้ากับอาชญากรรมที่ตัวเองก่อไว้ และถูกต้องข้อหาจากตุลาการ และเหล่าลูกขุน ผมยอมรับความผิดแล้วโดยดุษณี ข้อโต้แย้งของผมก็คือการดิ้นรนเพื่อให้พ้นไปจากคำสาปแช่งจากสาธารณชน เพื่อหลีกเร้นเข้าสู่ห้องขังที่มืดสนิท จะมีก็เพียงความสำนึกผิด และความปวดร้าวเท่านั้นที่ตอกย้ำผมอยู่ตลอดเวลา

จากบาปเล็กน้อยของเด็กไร้เดียงสา การยิงจิ้งจกด้วยไม้กวาดทางมะพร้าวเสี้ยมปลายแหลม แอบฉี่ใส่ขันน้ำให้สองแม่ลูกดื่มกินขณะหิวโหย พวกเขาคือศัตรูของพ่อแม่ และพวกเขาก็คือศัตรูของผม ผมทำไปด้วยความคะนอง เหมือนกับหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ผมก่อขึ้น

ปากคอที่จัดจ้านของหล่อนสงบราบคาบลงด้วยแข้งที่แข็งแรงและหยาบของผม ผมประเคนให้หล่อนในฐานะของเมียคนหนึ่ง หล่อนไม่ได้สวยงามอย่างที่ผมคิด และไม่เคยคิดเช่นกันว่าเราจะต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน มันทำให้ผมขุ่นเคืองทุกครั้งที่เห็นหน้าซีด ๆ ของหล่อน รวมทั้งความปากร้ายที่ยากจะหาใครเปรียบ

บ้านเช่าฝาไม้ร่วมกัน ห้องถูกแบ่งเป็นสัดส่วนแคบ ๆ ร้อนระอุ และเสียงยวบยาบเวลาเดิน หรือแม้แต่ขึ้นลงจากชั้นล่างขึ้นมาชั้นบน มันเป็นเหมือนสวรรค์สีเขียวตั้งซุกซ่อนอยู่ท่ามกลาง แท่งตึกและเสียงจากการก่อสร้าง ตอกเสาเข็มที่ระเบ็งอยู่ลั่นซอย

ความยับยั้งชั่งใจบอบบางเหมือนการยึดเหนี่ยวของศีลธรรม มันง่ายดายที่จะถูกสลัดออกไปจากการข้องแวะจากเรา มันเป็นเพียงเศษผ้าเก่า ๆ ลายสวย มีไว้เพื่ออวดอ้างและประชันขันแข่ง ใครมีมากกว่าย่อมสูงและเด่น ขณะคนไม่มีคือพวกสถุลและเลวทรามเหมือนเดรัจฉาน ซึ่งผมก็ไม่เคยสวมใส่เสื้อผ้าเหล่านั้น ทุกสิ่งในเวลานั้นคือความปรารถนาเท่านั้นเองที่ผมต้องการ ยิ่งได้รับการตอบสนองมันยิ่งดูเหมือนขาดหาย ยิ่งรู้สึกว่าขาดหาย ก็ยิ่งตะกละตะกลาม กระเดือกเข้าไป โดยไม่รู้เลยว่าพิษสงของมันนั้นร้ายเสียยิ่งกว่ายาพิษ

กว่าผมจะรู้จักมัน หล่อนก็เริ่มตั้งท้อง ผมจะได้ว่าผมหัวเสียขนาดไหนที่หล่อนปล่อยให้ มีเด็ก ขณะที่ทำงานเงินเดือนไม่พอยาไส้ แถมการอยู่ร่วมกันของเราก็เป็นไปอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ อะไรจะเกิดขึ้นหากเด็กโตขึ้นมา

หลังจากออกจากโรงพยาบาลหล่อนก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ รวมทั้งผมเองก็เริ่มตีตัวออกห่างเธอทีละน้อย ๆ ราวกับรู้รสชาติของมันดีแล้ว ไอ้เจ้าความปรารถนานั่น

วันแรกที่ผมถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ผมรู้สึกหมดอาลัยกับตัวเอง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตัวเองจะตกต่ำและทำสิ่งที่เลวร้ายลงไปได้ถึงขนาดนี้

เมื่อหล่อนเล่นคารมรุนแรงมากขึ้น แน่นอนการตอบสนองอย่างเดียวที่เพศผู้อย่างผมจะตอบโต้ได้ก็ด้วยกำลังและการบังคับ

เสียงหวีดร้องโหยหวนเหมือนสัตว์ถูกทรมาน จะดังขึ้นไม่คืนใดก็คืนหนึ่ง ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเริ่ม และถ้ามันไม่ดังจากห้องของผม ห้องข้างเคียงก็จะสร้างมันขึ้นมาด้วยความ น่าสยดสยองที่ไม่แพ้กัน

บ่อยครั้งที่เราไม่กล้าสบตากับเพื่อนร่วมหอพัก เพราะความรุนแรงที่ซ่านออกไปสู่ใบหูที่ไวต่อความรู้สึกของพวกเขา และแน่นอนเราเองก็ยิ่งสร้างความแตกร้าวให้กันและกันมากยิ่งขึ้น

เราย้ายบ้านเช่าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเกือบตลอดเวลา ที่หนึ่งจะยาวนานก็เพียงสองเดือนหรือสามเดือน เป็นความขมขื่นที่เราต่างยังสามารถยอมรับกันได้ในฐานะผัวมีคู่ใหม่ซึ่งอยู่กินกันมาไม่ถึงปี

เช่นเดียวกับอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นและสูญหายไปเมื่อความยินดีพอใจเข้ามาแทนที่ แต่ความเลวร้ายที่เกาะแน่นอยู่ในความทรงจำและหยั่งรากลงในความรู้สึกยากที่จะตัดรากถอนโคน มันกลับผุดขึ้นมา และหักล้างอารมณ์ดีและเหตุผลของเราจนหมดสิ้น แล้วเมื่อวันหนึ่งที่หล่อนเกรี้ยวกราดใส่ผมเหมือนหมาบ้า ผมก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป ด้วยข้ออ้างถึงความกดดันในขณะนั้น ถึงความยากแค้นและการยับยั้งในขณะนั้น หล่อนก็จากผมไปอย่างทุรนทุรายด้วยมือที่หยาบช้าของผม

เมื่อความเงียบเข้ามาแทนความอึกทึก อึงอล ผมก็ต้องผจญกับการขับเขี้ยวกับตัวเอง ผมจะทำอย่างไรดี ผมทำอะไรลงไป ผมเป็นฆาตกรทั้งกายและใจ

หลังจากขึ้นศาลเป็นที่เรียบร้อย และการพิจารณาความตัดสินให้ผมมีความผิดฐานฆ่าคนตาย และร่วมมือกับผู้ตายทำลายเลือดเนื้อของตัวเอง

ทุกสิ่งที่เคยคิดและบางสิ่งที่ไม่เคยคาดคิด เริ่มประดังเข้ามาหาผม เหมือนคมมีดจากความบีบเค้นที่หันปลายแหลมมาทางผม ค่อย ๆ กดปลายที่คมกริบนั้นลงบนลำตัวของผมอย่างช้า ๆ และเต็มไปด้วยความทรมาน นรก ผมคิดถึงนรก

แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ผมจะดิ้นรนให้พ้นจากความผิดที่ก่อขึ้น มีแต่การยอมรับและสารภาพออกมาเท่านั้นที่ทำให้ทุกสิ่งดีขึ้น อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องทนกับการหลอกตัวเอง อีกต่อไป ไม่ต้องทนทรมานเห็นภาพที่ตัวเองก่อไว้มาหลอกหลอนและบีบเค้นอย่างเหี้ยมโหด อีกต่อไป

ใบหน้าที่ปรากฏในความมืดของห้องขัง หล่อนนั่นเอง เป็นหล่อนจริง ๆ อุ้มลูกตัวเล็กเหมือนลูกกรอก เนื้อตัวเปื้อนเลือด ภาพที่ผมเห็นทำให้ผมขวัญผวา ผมอยากกรีดร้อง แต่มันจะมีประโยชน์อะไร การมีอยู่ของผมยังไม่ได้หมายถึงความตายเช่นเดียวกับหล่อนอีกหรือ หล่อนอาจได้เปรียบที่ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างลงอย่างราบคาบ ทิ้งแม้แต่ร่างกาย ลมหายใจ และความขมขื่นของช่วงเวลาที่หล่อนมีชีวิตอยู่ แต่ผมยังต้องแบกรับทุกสิ่งไว้ แบกรับความเย็นที่แช่แข็งหัวใจตัวเองไว้ด้วยความเย็นเหมือนกัดด้วยกรด

พฤศจิกายนจะมีความหมายอะไรกับผม ในเมื่อผมไม่อาจออกไปสู่อิสรภาพข้างนอกได้อีกแล้ว ผมต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป ตลอดไป

เช้าวันต่อมาหลังจากเข้าเป็นหนึ่งในบรรดานักโทษทั้งหลาย ผมก็ต้องทำทุกอย่างที่พวกเขาทำ ทำความสะอาดบริเวณเรือนจำ ขณะที่สองเท้าของผมถูกตีตรวน ผมไม่มีแก่ใจจะพูดหรือ มองหน้าใครทั้งนั้น ไม่สนในแม้แต่คำสบประมาทที่เหล่านักโทษหยิบยื่นให้ผมอย่างลองเชิงและ ถือดี ผมไม่คิดจะโต้ตอบ หลายครั้งที่ผมถูกตบลงไปกองบนพ้นเพราะไม่อยากพูดอะไรกับใคร ไม่อยากรู้แม้ว่าไอ้หน้าไหนที่มันทำกับผม ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว

บริเวณที่กว้างขวางของเรือนจำถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน โรงอาหารอยู่ทางทิศตะวันออก โรงฝึกอาชีพทางทิศใต้ ส่วนด้านตะวันตกและทิศเหนือเป็นตัวอาคารคุมขังนักโทษ

พวกเราทำงานฝีมือซึ่งมีทั้งงานจักสาน งานไม้ และงานเฟอร์นิเจอร์ เพราะทุกคนต่างที่มา ร้อยพ่อพันแม่ และความผิดบาปของแต่ละคนต่างกัน แต่ละคนมีนิสัยต่างกันไป เด็กหนุ่มยังเย่อหยิ่งและยะโส เหมือนหนึ่งเขาเป็นใหญ่ของที่นี่ ส่วนวัยกลางคนก็เก็บตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ แต่ก็ซ่อนแววเอาจริงอย่างโหดเหี้ยมเอาไว้ เราเพียงแต่ทำทุกสิ่งที่ได้รับคำสั่งให้เรียบร้อย มีทั้งคนพูดมากและขี้โม้ สิ่งที่ผมไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักก็ได้รับรู้จากที่นี่ มันเป็นตำราชีวิตที่อาบไปด้วยเลือด ความผิดบาป ที่เราต่างอ่านจากกันและกัน และทุกวี่วัน แต่บางคนก็ไม่คิดจะใส่ใจทั้งยังไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไรที่จะรู้สึกต่อสิ่งเหล่านี้

แม้ว่าผมจะอายุ 30 ปี แต่ก็มีความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งรอบข้างต่อไป แม้จะรู้ว่า ไม่มีโอกาสจะได้เห็นแสงสว่างและความวุ่นวายของโลกภายนอกที่คุมขังอีกแล้ว หลายครั้งที่ผมเริ่มรู้สึกดีขึ้นจากความรู้สึกผิดบาปที่ตัวเองก่อไว้ ผมรู้สึกว่า ตัวเองไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคืออยู่กับวันนี้และทำให้มันมีค่าที่สุดจะดีกว่า

เหมือนกับลุงปาน นักโทษคนหนึ่ง อายุแก 60 ปีแล้ว ข้อหาปล้นฆ่าชิงทรัพย์ ดูเหมือนว่าตลอดชีวิตของการได้โลดแล่นไปในชีวิตข้างนอกนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือดและมือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยอาชญากรรม ถึงวันนี้ปีที่ 10 ของการถูกจองจำ แกก็ไม่เหลือแววของความโหดร้ายอีกแล้ว ราวกับว่าไอ้เสือปาน หรือฆาตกรปาน ได้ตายไปแล้วพร้อมกับคำตัดสินของผู้พิพากษา

เมื่อมีความสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น แม้แกจะไม่ใช่คนพูดเก่ง ทั้งยังค่อนข้างเงียบขรึม แกก็มักมีคำปลอบใจและความคิดดี ๆ ตักเตือนผมเสมอ แม้ผมจะรู้ว่า มันไม่มีความหมายอะไรที่จะหวังได้นำในสิ่งที่แกบอกเอาไปใช้ข้างนอก แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ความคิดของผมสงบลง สงบจากความรุ่มร้อนสลับกับความเยียบเย็นของฝ่ามือชะตากรรม

ทุกคนมันก็เป็นคนบาปทั้งนั้น มีบางคนที่ทำอย่างเปิดเผย บางคนก็ซ่อนเร้น และไอ้คนที่เปิดเผยก็มักเป็นเป้าการถูกโจมตีเสมอ ทั้งจากสาธารณชนและกฎหมาย เมื่อเราอยู่ในมือกฎหมายเราก็ไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่เราทำไว้ได้ คงมีหลายคนทำผิดแต่ก็เล็ดรอดออกไปจากตารางเพราะมีเงินทอง แต่ตารางในหัวใจคนนั่นไอ้หลาน มันกว้างและมันจะคุมขังตัวเองโดยไม่รู้ตัว

แกพูดในเช้าวันหนึ่งที่อากาศสดใส ขณะเราช่วยกันสานตะกร้าอยู่ที่โรงฝึกงาน นักโทษหลายคนรดน้ำต้นไม้ริมกำแพงสูงสีขาวมีรอยแตก มันเหมือนกับเขตแดนของความสำนึกผิดต่อบาปและความหยาบช้าในใจของเราเอง ผมคิดเช่นนั้น แดดสาดผืนดินอ่อนโยน ลมหนาวซอกซอนเข้ามาจากทางทิศเหนือ พัดชายเสื้อสีน้ำเงินของเราพะเยิบ พะยาบ ขณะเดียวกันหัวที่ถูกตัดจนสั้นเกรียนก็เย็นวาบ

มันเป็นความหนาวครั้งแรกที่เยียบเย็นกว่าความตาย ทุกข์ทรมานกว่าสิ่งที่เคยคิดว่าทุกข์ การบดเบียดของความรู้สึกบาปกับความผิดที่ก่อไว้ มันขัดแย้งกันและหาข้อลบล้างกันเองอย่างดุเดือด บ่อยครั้งที่ความชั่วมีชัยชนะ เพราะข้ออ้างและเหตุผล แต่แล้วมันก็พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงต่อความรักและมนุษยธรรม

ห้าปีผ่านไป แต่ภาพความหลังมันฝังแน่นเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ผมยังคงทำงานต่อไป ด้วยความใจเย็นกว่าเดิม รวมทั้งลุงปานที่สุขภาพเริ่มร่วงโรยไปตามสังขาร แต่ทุกคนก็ต้องทำงานเพื่อชดใช้บาป บาปเป็นสิ่งที่ไม่อาจไถ่ถอน มันฝังแน่น แต่จิตใจก็ปรารถนาลบล้างและทดแทนมันด้วยความดี ยาก มันยังไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด ขณะนี้เป็นช่วงของการรับผลกรรมเท่านั้น

ผลของการกระทำเป็นเพียงการทำงานเพื่อแลกกับสิ่งของเล็กน้อยนั้นพอจะได้ในโลกของกำแพงและกรงเหล็ก ผมยังอดบุหรี่ไม่ได้และเบี้ยเลี้ยงจากการทำงานก็ทำให้เรามีของเหล่านี้ใช้บ้าง ได้อ่านหนังสือบ้าง ผมเริ่มชาชินกับบริเวณที่คุมขังและรู้สึกรักโลกใบนี้เสียแล้ว

ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวจากข้างนอกมันทำให้ผมหวาดกลัว หวาดกลัวการออกไปเผชิญกับความไม่รู้ ไม่รู้แม้กระทั่งจิตใจที่ชั่วร้ายของตัวเองจะผุดขึ้นมาแล้วเล่นตลกอะไรกับผมอีก ก็มีเพียงลุงปานเท่านั้นเป็นเพื่อนทางใจที่ดี การเปลี่ยนสถานภาพการดำรงอยู่ทำให้คนปรับสภาพได้เช่นกัน เหมือนจิ้งจกเปลี่ยนสี ความคุ้นเคยเข้ามาแทนความแปลกแยก เราทุกคนในคุกต่างเคยเห็นหน้าค่าตากันบ้างก็ถูกชะตา และบ้างก็คุยกันบ้าง หลายคนยังคงนิสัยและสันดานเดิมไม่มีผิด และยิ่งกักขฬะมากขึ้น เหมือนสัตว์ป่าที่ถูกคุมขัง จึงไม่แปลกอะไรที่อาจมีใครสักคนในคุกตายไปโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ผมไม่สนใจ ใครจะอย่างไรก็ช่าง ผมอยากอยู่อย่างสงบ ทำงานและพิจารณาตัวเอง สารภาพผิดและยกตัวเองขึ้นบ้างก็ดี ทั้งนี้ด้วยหวังว่า การสำนึกผิดและความพยายามปรับปรุงตัวเองจะทำให้ผมผิดบาปน้อยลงบ้าง แม้มันจะไม่มากก็ตาม

ผมฝากผู้คุมให้ช่วยซื้อหนังสือธรรมะมาอ่าน ผมมีความสุขที่ได้อ่านและลองทำจริงจังบ้าง ปล่อยปละบ้าง แต่ก็ยังเป็นความยินดีของผมเอง ผมไม่ต้องการโลกข้างนอกอีกแล้ว ไม่ต้องการออกไปจากทัณฑกรรมที่ครอบหัวผมอยู่เช่นกัน ผมอาจกลายเป็นมนุษย์ที่ดีคนหนึ่งภายใต้การคุมขัง

ได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจความจริงของชีวิต ทั้งจากการพิจารณาจากการบอกเล่าของคนทั่วไป รวมทั้งจากลุงปาน

แล้ววันหนึ่งแกก็จากผมไปพร้อมกับโรคชรา ไปอย่างสงบและทิ้งความผิดบาปที่ก่อไว้ ทิ้งร่างที่เป็นทางผ่านของความเหี้ยมโหดเอาไว้ ผมไม่รู้หรอกว่าเวลาแกตายนั้นแกนึกถึงอะไร อาจเป็นคนที่แกเคยฆ่า คนที่เคยถูกปล้น อะไรหลาย ๆ อย่างที่ผมไม่อาจรู้ได้เลย ไม่รู้จริง ๆ อาจรวมทั้งผมด้วยที่อาจไม่มีใครรู้ได้เลยว่าผมคิดถึงสิ่งใด

วันและเดือนขนย้ายเอานักโทษที่พ้นโทษออกไปสู่โลกภายนอก และนำคนใหม่เข้ามา บางคนตายไปด้วยโทษประหาร บางคนจำคุกตลอดชีวิตเหมือนกับผม ใช่วันเดือนเคลื่อนไปชีวิตและจิตใจก็เคลื่อนไปเหมือนกัน

ผมต้องอยู่คนเดียวเสียแล้ว ไม่มีคำพูดที่กินใจของลุงปานอีกแล้ว ความตายช่างง่ายดายเหลือเกิน เหมือนใบไม้ร่วง เหมือนหลับฝัน เหมือนฝันไปจริง ๆ

ทุกวันนี้ผมไม่รู้สึกเย็นชาหรือเจ็บปวดกับการต่อสู้กับตัวเองอีกแล้ว ความชั่วเป็นตัวผม ใช่ ผมก็เป็นคนดีด้วยเช่นกัน เพียงแต่เวลานั้นผมเห็นผิดและโง่เขลาเกินไป หยาบกระด้างเกินไป และมันก็สมควรที่สิ่งที่ผมทำไปแล้วนั้นจะโบยตีผมจนบอบช้ำ เจ็บแล้วเจ็บอีกจนรู้สึกชินชาและค่อย ๆ พาผมออกมาสู่แสงสว่าง แม้ว่ารอบตัวผมจะเป็นกำแพง ผู้คุม และความมืดอับของห้องขัง และเหล่านักโทษ ผมก็ยอมรับแล้วและยอมแล้วต่อการอุทิศตัวเองในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ทำสิ่งที่มีอยู่ต่อไป และต้องกราบขออภัยและอโหสิกรรมจากหล่อน ผู้ผมได้กระทำสิ่งโหดร้ายต่อเธอเสมอมา ผมไม่เคยเกี่ยงงอน ไม่เคยแข็งกระด้าง ผมเป็นคนว่าง่ายของผู้คน เป็นคนเงียบขรึมและใจเย็นของเพื่อนนักโทษ เขาหยอกล้อผมได้โดยผมไม่โกรธ แม้บางครั้งมันจะโกรธแต่ก็ยอม ไม่พยาบาทอีกแล้ว พอกันทีกับความเย็น พอกันทีกับนรก ผมพอใจที่จะอยู่ต่อไปโดยไม่มีปากมีเสียง ไม่โต้ตอบ ทั้งไม่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น

ตุลาคมที่จุกไปด้วยห่าฝนกำลังเคลื่อนผ่านท้องฟ้าสีเทากลับไป ทิ้งการท่วมขัง เจิ่งนองไว้ทั่วบริเวณ ทั้งใบไม้สีเขียวให้งดงาม ต้นไม้ใบหญ้าต้องดูแลตกแต่งทุกวัน ผมยังคงเป็นนักโทษเหมือนเดิม

แล้วหนาวแรกของปีที่สิบของการจำคุกของผมก็มาถึง แต่บัดนี้มันไม่ได้ทำให้ผมเจ็บปวดดังเก่า ผมคิดว่า ผมคงเข้าใจตัวเองมากขึ้น หรืออาจเป็นเพราะหล่อนให้อภัยผมแล้ว ด้วยเห็นว่า ผมสำนึกผิดและยอมรับโทษแต่โดยดี ไม่ด่าทอ ไม่ปริปากบ่น

แดดบ่ายกำลังเคลื่อนแสงอ่อนโยนเคลื่อนผ่านแนวกำแพงตะวันตกไปอย่างช้า ๆ ความสว่างสงบพรมพรายเหนือสนามกีฬา สนามหญ้า และบริเวณอาคารเรือนจำ เป็นภาพที่ยังความกรุณาเหมือนความเมตตาของพระพุทธองค์ แม้แต่คนบาปที่กลับใจ พระองค์ก็ให้อภัยเสมอ เพื่อจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่า ใบไม้หลายใบกระจัดกระจายอยู่เหนือสนามหญ้าสีเขียว ทั้งสีเหลืองและสีน้ำตาล ทุกสิ่งต่างมีวาระของมันเสมอ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ว่ารัก โลภ โกรธ หรือหลง ทุกสิ่งไม่พ้นไปจากเกณฑ์อันเดียวกัน

แล้วความมืดก็กระจายโอบรอบโลกภายในกำแพงนี้ไว้ รวมทั้งข้างนอกกำแพง ทุกสิ่งต่างเท่าเทียมกันในความมืดมิด แสงสว่างจากตัวอาคารเปิดสว่างแล้ว เหล่านักโทษเดินเป็นทิวแถวไปยังโรงอาหาร อาหารมื้อเย็นกำลังจะเริ่ม

เสียงผู้คุมสั่งให้นักโทษกลับไปยังที่ของตัวเอง ผมสวดมนต์ภาวนาและแผ่เมตตาแด่สรรพสัตว์ ผู้มีความทุกข์ ความสุข เกิด แก่ เจ็บ และตายร่วมกัน ขอให้พวกเขามีความสุขและพ้นไปจากห้วงทุกข์และห้วงกรรมที่ตัวเองก่อขึ้น

เวลาของการหลับไหล เคลื่อนเข้ามาตามเปลือกตา แขนขา รวมทั้งความรู้สึกง่วงซึม ก่อนจะหลับลง ผมรู้สึกเยียบเย็นเพราะลมหนาวพัดมาทางช่องระบายอากาศ ผสมไปกับกลิ่นอับ ๆ ฉุน ๆ ของปัสสาวะ ผมไม่ต้องแบกความทุกข์อีกต่อไปแล้ว ข้างนอกห้องขังพระจันทร์กำลังขึ้น ส่องแสงอ่อนโยน ผมคิดถึงที่สักแห่งที่ไกลออกไป แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นที่แห่งใด


edit @ 2007/02/09 11:30:03

การรอคอยของแม่

posted on 12 Mar 2007 11:33 by fontree  in short-story

ถึงวันนี้ผมก็ยังตัดสินใจไมได้ว่าจะกลับบ้าน หรืออยู่อย่างดื้อด้านและไร้เกียรติที่นี่

เมษายนแผดร้อนระอุจนซังข้าวล้มราบเรียบ ปกคลุมทุ่งนาแตกระแหง ราวกับจะเดือดไหม้และหลอมไหลเป็นหนึ่งเดียวกับเปลวแดด ซึ่งลามเลียสรรพสิ่งด้วยแสงแผดกล้า

บ่ายวันนั้นเอง แม่กลับมาจากตลาดเขรอะไปด้วยฝุ่นและกลิ่นเน่าของผัก และกลิ่นตุของเนื้อและปลาที่วางขาย กระจัดกระจายตามลานดินลูกรัง

รถโดยสารสีน้ำเงินวิ่งโขยกไปเหมือนม้าแก่ ๆ พร้อมกับเสียงหายใจหอบฮักและสั่นเครือของมัน บนเบาะเก่า ๆ และเต็มไปด้วยรูโหว่ ทำให้เห็นฟองน้ำสีน้ำตาลปนดำอยู่ข้างใต้ เสียงผู้โดยสารสนทนากันถึงการทำมาหากินเซ็งแซ่

ไม่ได้มีข่าวน่าดีใจนักเมื่อผมกลับบ้านในครั้งนั้น เหมือนกับว่า ใบหน้าเกรียมแดด และเต็มไปด้วยริ้วรอยของความชรานั้นจะท่วมท้นไปด้วยความเป็นห่วงระคนกับความหนักใจ

"มึงเรียนไปถึงไหนแล้ว จะจบเมื่อไร"

เป็นคำถามแรกที่แม่ถามขึ้น ผมมองตาแม่ ซึ่งมีเส้นเลือดสีแดงฝอยกระจัดกระจายคลุมบริเวณตาขาวขุ่นของแม่อย่างเย่อหยิ่ง เหมือนมันจะฟ้องว่า ผมได้ทำสิ่งเลวร้ายลงไปนับครั้งไม่ถ้วน และสิ่งเหล่านั้นก็หาได้พ้นจากสายตาของแม่ไม่ 

นับตั้งแต่ผมจากไปเพื่อเรียนต่อ ทั้งพ่อ แม่ และครอบครัวต่างเฝ้ามองท่าทีของผมว่า จะไปรอดหรือไม่ แต่ก็ไม่มีใครทักท้วงนอกจากความนิ่งเฉย และเงินที่หยิบยืมมาจากเพื่อนบ้าน โดยมีหลักประกันคือที่นาและผลผลิตยามแม่เก็บเกี่ยวได้

ทุ่งอยุธยาเป็นที่เกิดและหัดเดินของผมเอง ถึงวันนี้ผมก็เดินจากมันไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ ด้วยความคิดของวัยหนุ่ม ด้วยความดื้อรั้นอย่างโง่เขลา และถึงวันนี้ วันที่ผมอดโซอยู่ในซอกซอยของกรุงเทพฯ เผชิญหน้ากับความยากแค้นเพียงลำพัง ทำให้ผมคิดถึงทุกสิ่งที่ผมเคยมองผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ ด้วยใจพินิจพิจารณา และไต่ตรองอีกครั้ง พร้อมกับการชั่งใจหน่วงหนัก

แรกทีเดียวผมศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย เดือนละครั้งเท่านั้นที่ผมกลับบ้าน และทุกครั้งก็กลับขึ้นมาพร้อมเงินก้อนเล็ก ๆ ที่แม่และพ่อเฝ้าเก็บออมไว้สำหรับการเรียนของผม ส่วนผมเมื่อได้เงินก็เหมือนกับนกติดปีก บินไปอย่างไม่สนใจกับการได้มาของเหยื่อในปาก ซึ่งหมายถึงหยาดเหงื่อและการอดออมอันจำกัดจำเขี่ยของพ่อและแม่

ผมเริ่มตระเวนไปตามต่างจังหวัดอย่างไร้จุดหมาย ด้วยความคิดถึงการค้นหาตัวเอง จนแล้วจนรอดผมก็ไม่พบสิ่งใดเลย นอกจากความคิดโง่ ๆ ของตัวเอง และความดื้อรั้นซึ่งมีแต่จะทำให้ผมต่ำลงและรู้สึกไร้ค่า

ผมยังจำแววตาของน้อง ๆ ได้ เวลาแม่ส่งเงินให้ผมก่อนกลับกรุงเทพฯ พวกเขามองอย่างใคร่ได้ หรืออาจอิจฉา แกมตัดพ้อว่า พวกเขาต่างเหน็ดเหนื่อย ส่วนผมกลับเป็นคนฉกฉวย เห็นแก่ตัวที่สุด และสุดท้ายก็ปล่อยให้พวกเขารอคอยอย่างไม่รู้วันเดือนว่า เมื่อใดผมจะตอบแทนความเหนื่อยยากของพวกเขาบ้าง

ผมเริ่มทะเยอทะยานจะมีชื่อเสียง เริ่มทำทุกทางจะดันตัวเองให้สูงขึ้น ด้วยการเขียนข้อความไม่เข้าท่า เริ่มเล่าเรื่องห่างเหินไปจากชีวิตจริง กินน้ำค้าง แสงแดด และสายลมอย่างไม่รู้อิ่ม ขณะเดียวกันข้างหลังผมก็ซ่อนมือสกปรกงอหงิกเหมือนเป็นอัมพาตไว้เพื่อขอเงินทางบ้าน

แล้วผมก็เริ่มงานแรกอย่างจริงจังแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งพนักงานทั่วไป เงินเดือนไม่มากนัก ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ก็หมดไปเดือนต่อเดือน ไม่มีแม้แต่เงินออมและไม่อาจส่งเสียทางบ้านได้เลย มันเป็นช่วงเวลาที่ผมยังคงมีภาระต้องเรียนให้จบ

แต่เมื่อทุกสิ่งเริ่มเห็นเค้าลางของการลงตัว ผมสำเร็จการศึกษา และตั้งใจว่า จะบวชให้แม่สักหนึ่งเดือนแล้วผมก็ทำตามนั้น

หลังจากพาตัวเองกลับมายังห้องเช่าคับแคบอีกครั้ง พร้อมกับความหวังครั้งใหม่ เป็นกระบุงโกย ผมเริ่มสมัครงานอย่างต่อเนื่อง บางครั้งรอคอย บางครั้งไม่ใส่ใจ ทำหน้าที่หางานต่อไปอย่างมืดบอด เป็นความมืดบอดจริง ๆ มืดกว่าผมเคยคิดไว้ และไม่มีดวงไฟส่องนำทาง นอกจากแสงริบหรี่ของความหวังของผมเอง

นี่เองคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยผมไม่ได้รับสิ่งใดเป็นเครื่องยืนยันความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของตัวเอง นอกจากความผุพังและการผุกร่อนของความมั่นใจในตัวเอง และดูเหมือนว่า นานวันเข้ามันจะมอดดับและสลายจากรูปทรงที่เคยสดใสในห้วงนึกของผม จนหมดสิ้น

ด้วยการครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงทว่าปราศจากทางออกทำให้ผมอึดอัด ราวกับว่า โลกและห้องที่ผมอาศัยอยู่นี้จะหดแคบคงเหลือเพียงอาณาบริเวณเพียงช่องให้ผมหายใจได้เท่านั้น แต่ไม่