แน่นอนทีเดียวว่าต้องเกิดความงุนงงขึ้นเสมอ ๆ เหมือนกับทุกคนต้องพบกับสิ่งชวนฉงนฉงาย ไม่เว้นแต่ละวัน ทว่าเรื่องของผมกลับเป็นเรื่องของความฝัน เป็นความฝันที่ผมเองก็ไม่อาจพูดได้ว่า เป็นฝันดีหรือฝันร้าย
คืนวันอาทิตย์ก่อนเพ็ญเดือนสิบสองวันหนึ่ง วันนั้นผมอยู่สังสรรค์กับเพื่อนสองสามคนจนมึนเมา แต่ยังพอมีสติจับรถเมล์สายกลับบ้านได้ถูกต้อง ไม่เลยป้าย ไม่หลับคารถ หรือแม้แต่อ้วกออกมาเพราะฟิวส์ขาด
เมื่อถึงห้อง ผมเปิดประตูคลำหาสวิทช์ไฟ แสงสว่างทะลวงม่านตาของผมอย่างจัง เพราะขณะความเมากำลังขับขี่ผมไปอย่างคึกคะนอง ระคนกับความสับสนนุ่มนวลของความคิด พลันแสงสว่างก็เปิดไล่ความมืดมิดในความคิดของผมไปจนหมดสิ้น
หลังจากฝืนตัวเองให้อาบน้ำได้สำเร็จ แน่นอนไม่มีอะไรดีกว่าบุหรี่สักมวนก่อนนอน ตามด้วยน้ำเปล่าสักแก้วแก้กระหาย แล้วความหลับเป็นตายก็คลุมผ้าห่มอบอุ่นให้กับผม ในความไม่รู้สึกรู้สา และเสียงกรนก้องในความสงัด ประหนึ่งเสียงปืนกลของเหล่าทหารหาญ
ผมนับหนึ่งไม่ถึงสิบ ไฟในห้องดับลง รวมทั้งภาพกระจัดกระจายไปด้วยสัมปชัญญะของผมก็ถูกกวาดหายไปสู่โพรงมืดดำและแน่นิ่งของความฝัน
ผมไม่เคยเห็นหมาป่ามาก่อน เคยแต่ได้ยินเรื่องเล่า รวมทั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผมก็ไม่เคยเห็นทั้งไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า พระองค์มีหน้าตาเหมือนกับพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้บูชากันหรือไม่ หรือเป็นเพียงมนุษย์สามัญเหมือนเราท่าน มีเลือดเนื้อ มีหนัง และมีฟันสีขาวเหมือนน้ำนม
แต่ในความฝันทุกสิ่งกระจ่างชัดเหมือนตาเห็น ผมจำรายละเอียดได้ทั้งหมด เหมือนเห็นหนวดของตัวเอง ซึ่งมักขึ้นใหม่เสมอหลังจากโกนได้ไม่เกินสามวัน
อากาศแจ่มใสต้นฤดูหนาว แสงแดด เต้นระบำเหนือใบไม้แห้งสีเหลืองและสีน้ำตาล ขณะผมพาตัวเองไปยังที่ใดสักแห่ง ไม่อาจบอกได้แม้ในยามตื่น และในเมื่อเป็นเพียงความฝันก็ไม่อาจกำหนดสิ่งใดได้ หรือแม้จะเป็นชีวิตจริง ก็ตาม เรามักถูกกล่าวหาว่า เป็นทาสของชะตากรรม ซึ่งผมก็ยังไม่อาจหาข้อพิสูจน์หรือบทสรุปต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผมก็เดินไปตามทางเดินลูกรังสีแดงหยาบกร้าน แดดโลมไล้อ่อนโยน เริ่มแผดรัศมีคมกล้าขึ้นเหมือนใบมีดโกน พร้อมจะกรีดความร้อนลงบนผิวหน้าของสรรพสิ่ง รวมทั้งตัวผมด้วย ซึ่งเดินอยู่ท่ามกลางสายลมอ่อนโยน และแสงแดดทิ่มแทงอยู่รอบด้าน แต่ก็ดูเหมือนว่า มันจะแผ่วจางไป เมื่อมีร่มไม้และการเคลื่อนไหวของลมเย็นพัดมาจากทางทิศเหนือ
ฝูงวัวควายต่างแทะเล็มหญ้าเลื่อนลอย เหล่าเด็กเลี้ยงวัวก็ดูเพลิดเพลินกับการเล่นหมากเก็บใต้ร่มไม้มากกว่าจะออกมากรำแดดเพื่อดูแลฝูงสัตว์ของตัวเอง ผมเดินผ่านพวกเขาไปเหมือนไร้ตัวตน พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจว่า จะมีผมอยู่หรือไม่ พวกเขายังคงเล่นเกมที่น่าสนุกของเขาต่อไป ฝูงนกบินอยู่เหนือทุ่งข้าวสีทอง ผมคิดว่าคงไม่นานฤดูเก็บเกี่ยวคงมาถึง เสียงนกร้องทำให้ยามสายกลายเป็นภาพของสวรรค์ มีผมเป็นส่วนประกอบ และส่วนขยาย อธิบายความมีอยู่จริงของสรวงสวรรค์ และนรก แล้วผมก็ต้องตกใจกับความคิดของตัวเอง ผมรู้จักนรกจริงหรือ ?
ผ่านทางขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนเส้นทางวิบากของสนามแข่งรถ เป็นเนินสะพาน ทำให้ผมคิดถึงเสียงเพลงซ่านกระจายมาจากที่ไกล ๆ แล้วค่อยแจ่มชัดขึ้น เหมือนกระซิบอยู่ข้างหู งานศพ ใช่ งานศพแน่ ๆ ใครตายกันหรือในบรรยากาศสดใสอย่างนี้ มีหรือยมทูตจะไม่ยอมหยุดพักสักวัน เพื่อให้ผู้หมดอายุขัยได้ชื่นชมความงดงามนี้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็เปล่า คนตายไปแล้วนอนอยู่ในโลงเทพพนมท่ามกลางเสียงประโคมจากความโศกเศร้าของญาติพี่น้อง
ผมไม่ได้เดินไปตามทางที่มีคนตาย แต่ผมก็เดินไปอย่างไร้จุดหมายเต็มที ผมไม่รู้หรอกว่า ความฝันจะพาผมไปพบสิ่งใด ผมรู้จักกับความฝันดี มักเล่นกับผมเจ็บ ๆ เสมอ แต่ผมก็เป็นฝ่ายยินยอมให้ความฝันเข้ามาและทำหน้าที่ของมันต่อไป
ความเมาและภาพเลอะเลือนของสติสัมปชัญญะ ดูจะห่างไกลเพียงความหลับไหลบอบบางกางกั้นไว้ เหมือนจิตสำนึกคั่นไว้ด้วยจิตใต้สำนึก เพียงอยู่ใกล้กันและในหัวใจดวงเดียวกัน โลกนี่ช่างน่าอัศจรรย์เสมอ ผมคิด
และไม่ว่าผมจะเดินต่อไปยาวนานเท่าใดบนถนนสายนั้น บรรดาผู้คนซึ่งเดินสวนทางมา ก็มิได้ยิ้มแย้มหรือทักทายผมเลยสักครั้ง มีแต่ผมพยายามส่งเสียงเรียกอย่างเก้อเขิน และพูดขึ้นเหมือนคนวิกลจริต
แล้วภาพหมาป่าก็ออกมาจากป่าสีเขียวเข้มข้างหน้า มันเดินออกมาเป็นฝูงเหมือนกำลังหิวโหย ผมอาจกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของมันก็เป็นได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด พวกมันมองไม่เห็นผม มันพากันเดินผ่านไปอย่างไม่ไยดี หรือผมจะเป็นเพียงภาพนึกของตัวเองซึ่งปั้นแต่งขึ้นมาเหมือนภาพอื่น ๆ ที่มองเห็น ผมตบหน้าตัวเองโดยหวังว่า มันจะตอบสนองความคิดถึงการมีอยู่ของตัวเอง ผมรู้สึกเจ็บ ผมรู้สึกดีใจว่ายังมีชีวิตอยู่ และมีสิทธิ์พิเศษจะอยู่โดยไม่มีใครอาจจับต้องได้ นอกจากโลกนี้ ซึ่งยังคงคุมขังผมไว้ด้วยความหนาว ความร้อน และความหวาดกลัวในใจของตัวเอง
ผมเดินเข้าไปในป่าสีเขียว ต้นไม้ใบหนา ร่มครึ้ม ขึ้นเป็นพรึ่ดไปหมด แสงของยามสายสาดส่องลงมาได้เพียงน้อยนิด ทำให้เกิดแสงเป็นหย่อม ๆ ต้องใบไม้ร่วงอยู่ตามพื้น และต้นไม้เล็ก ๆ ขึ้นดาษดื่น รวมทั้งแอ่งน้ำเฉอะแฉะฝังตัวอยู่ใต้โคนหญ้าสีเข้มออกดอกสีม่วงอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และเมื่อผมหันหลังกลับไปยังทางเดินที่เพิ่งก้าวผ่านมา ทุกสิ่งก็หดด้วนเหมือนถูกลบออกไปจากผืนดินที่ผมยืนอยู่ รวมทั้งความคิดถึงการมีอยู่เมื่อครู่ของสิ่งที่เห็น เด็กเลี้ยงวัว ฝูงวัวควาย และฝูงหมาป่า ต่างกลายเป็นอากาศธาตุ ผมอยู่ในอ้อมกอดของป่าและเสียงอื้ออึงของแมลง นักดนตรีของป่า บทกวีของป่า นวนิยายไม่รู้จบของความเป็นป่า ผมเดินไปตามทางเดินขรุขระและสูงชันขึ้นเรื่อย ๆ
ราวกับว่าผมได้ออกผจญภัยในโลกของเทพนิยาย และสิ่งเคยฝันใฝ่ในวัยเด็ก ดอกไม้ แปลก ๆ กลิ่นประหลาด ๆ บ้างเหมือนดอกกุหลาบ เหมือนดอกมะลิ และเหมือนมูถคูตเน่า ๆ รวมทั้ง เหมือนกลิ่นซากศพเน่าคลุ้งอยู่ในบรรยากาศสลัวราวอยู่ในหมอกควัน ผมเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นให้ทันความกลัวของตัวเอง ซึ่งสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจอยู่พัลวัน
ผมผ่านความน่าสะอิดสะเอียนนั้นมาสู่ทางเดินโล่งเรียบ เหมือนสนามกอล์ฟ แห่งใดแห่งหนึ่งในนิตยสาร ผมจำไม่ผิดหรอก มันต้องเป็นที่เดียวกันแน่ ๆ
บนเนินสีเขียวอาบแสงแดดของยามสายก่อนเที่ยง สีของหญ้าออกเหลืองทอง เล่นแสงและเงาเช่นเดียวกับภาพวาด ผมชอบสีเหลืองทอง มันเหมือนอะไรสักอย่าง ซึ่งตอนนี้ผมนึกไม่ออก
ขณะผมกำลังเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งรอบข้าง พลันสายตาของผมก็สะดุดลงยังกลุ่มคน ซึ่งนั่งอันอย่างเรียบร้อย บนสนามหญ้าอ่อนนุ่มและร่มรื่นนั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง ท่าทางสงบเหมือนรูปปั้น ผู้คนเหล่านั้นนั่งล้อมรอบเหมือนนั่งอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวใหญ่โดยมีพระภิกษุรูปนั้นนั่งอยู่หัวโต๊ะเป็นประธาน
ผมเลียบ ๆ เคียง ๆ เข้าไปด้วยความอยากรู้ว่า พวกเขากำลังทำอะไรกัน และพระที่นั่งอยู่นั่นเป็นใคร โดยคำถามแรกยังไม่ทันโพล่งออกจากปาก ความรู้สึกของผมก็สว่างวาบขึ้นมา เหมือนห้องมืดที่แท่งเทียนถูกจุดสว่างขึ้น ผมแน่ใจว่า พระองค์นั้นคือพระพุทธเจ้านั่นเอง
ผมก้มลงกราบแล้วนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างสงบ ฟังคำสนทนาของพวกเขา ความจริงเมื่อผมนั่งลงใกล้กับชายผู้หนึ่ง พวกเขาก็ไม่ได้สนใจพระพุทธเจ้าหรอก เขาเพียงแต่คุยกันเรื่องจุกจิก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร เพราะใจของผมอยู่ที่องค์พระพุทธเจ้ามากกว่า เป็นบุญของผมแน่แล้วที่พบพระองค์ แถมยังมีผู้คนร่วมสิบคนคอยฟังและตั้งคำถาม แต่เท่าที่ผมสังเกตพวกเขาก็ยังไม่ตั้งคำถามอะไรเลย นอกจากคุยกัน แล้วปล่อยให้พระองค์นั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยมและอดทน
ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น ผมรู้สึกว่ารู้จักใครบางคน เขาเหมือนกับเพื่อนของผมคนหนึ่ง ผมไม่ค่อยชอบหน้าเขานัก เพราะเป็นคนเห็นแก่ตัวในความคิดของผม แต่เขาก็มีข้อน่าชื่นชมอยู่อย่างหนึ่ง คือ เป็นคนใฝ่รู้และเรียนรู้ตลอดเวลา พูดได้ว่าเขาทำจริงกว่าผมเสียอีก จนบัดนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมอิจฉาเขาหรือเกลียดความเห็นแก่ตัวของเขากันแน่
ผมขยับเข้าใกล้พระพุทธองค์มากขึ้น ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อบอุ่นกว่าได้นอนลงบนตักของแม่ สงบกว่าเมื่อฟังเพลงกล่อม "กาเหว่าเอย..." ของแม่ขณะไกวเปลให้ผมนอนตาปรืออยู่ในนั้นเสียอีก ผมไม่เข้าใจว่า ความฝันกำลังเล่นอะไรกับผม
แล้วผมก็เกิดความสนใจเรื่องนิพพานขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ มันอาจเกิดขึ้นพร้อมกับผมเคยตั้งคำถามว่า เราเกิดมาทำไม และมีอยู่เพื่อสิ่งใด ซึ่งก็นานมาแล้ว นานมาแล้วจริง ๆ นับตั้งแต่ผมรู้จักการนั่งมองก้อนเมฆบนท้องฟ้า แปรเปลี่ยนรูปร่างไปทุกขณะ เคลื่อนไหวไปตลอดเวลา ผมไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ใช่ไหม ทำให้ผมต้องการรู้ความจริงของโลกและชีวิต
ขณะคนอื่นดูจะสนใจกับการพูดคุยกันเอง ผมก็ขยับเข้าใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในความรู้สึกของผมตอนนั้น ผมถามท่านว่า ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร ท่านตอบด้วยอาการยิ้มแย้มว่า จิตก็คือความว่างเปล่า และผมก็ถามต่อไปว่า แล้วนิพพานเป็นอย่างไร แต่ผมก็ลืมเสียสิ้นว่าท่านตอบผมว่าอย่างไร ความรู้สึกขณะนั้นคือความอิ่มอกอิ่มใจ ความปลื้มปิติเสียมากกว่า ผมลืมแม้กระทั่งมีคนหน้าเหมือนเพื่อนของผมนั่งอยู่ใกล้ ๆ ด้วยอาการสนใจ และมีผู้นั่งสนทนากันอยู่ ข้าง ๆ ตัวผมนั่นเอง
กว่าจะสิ้นสุดความฝัน ผมก็เดินผ่านความมืดมัวของสำนึกและสัมปชัญญะยาวนาน ก่อนตื่นขึ้นในแสงตะวันสดใส มันคือชีวิตจริงที่ผมต้องเผชิญและไม่อาจปฏิเสธได้เลย
แม้ว่าผมปรารถนารู้ว่าความมุ่งหมายของการมีอยู่นั้นเพื่ออะไร แต่สิ่งสำคัญเวลานี้ สำหรับผมคือเรื่องของปากท้อง ไม่ใช่ว่ามันจะมีอำนาจบัญชาให้เป็นไปได้ทุกสิ่งตามความหิว และปรารถนา แต่ตัวของมันเองต่างหากกำลังถูกใช้ไปในทางสองทาง ทางหนึ่งเพื่อการอยู่อย่างไม่ยากลำบากเกินไป และอีกทางหนึ่งคือการสืบค้นที่มาที่ไปของชีวิตตัวเอง เป็นการค้นหาและกระทำยาวนาน และอาจนานเท่า ๆ กับการหลับและตื่นขึ้นเป็นแสนกัปกัลป์ เช่นเดียวกับจำนวนเม็ดทรายริมฝั่งแม่น้ำคงคาก็เป็นได้