ฉันเป็นเพียงคนผ่านมา

ฉันเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่

โปรดทักทายฉันด้วยความรัก

 

ฉันเป็นคนของวันพรุ่งนี้

ไม่มีความหมายใดคงอยู่ในปัจจุบัน

ฉันเคารพความรัก

ฉันเคารพความเป็นมนุษย์

ฉันเคารพกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

ฉันปฏิเสธกฎเกณฑ์ของมนุษย์

เพราะฉันไม่อาจหาความหมายของตาข่าย

ซึ่งมนุษย์นำมาสวมใส่คอและเท้าของกันและกัน

 

ฉันไม่รู้สิ่งใดมากไปกว่ามนุษย์ที่แท้พึงมีและเป็น

เป็นดิน น้ำ ลม และไฟ ของธรรมชาติ

ฉันไม่รู้สิ่งใดในความรู้ของมนุษย์

ที่คิดค้นขึ้นและยกย่องสรรเสริญ

 

ฉันเพียงผู้ผ่านมา

ฉันเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่

ฉันเป็นคนของวันพรุ่งนี้

โปรดทักทายฉันด้วยความรัก

เพราะความรักทำให้ฉันมีอยู่

เมื่อเธอกลับมา

posted on 05 Aug 2008 08:29 by fontree  in poetry
 

เธอนำความริสุทธิ์ของมวลอากาศกลับมา

ฉันสูดลมหายใจกรุ่นกลิ่นดอกไม้จากเรือนผมของเธอ

สรรพสิ่งคือเธอ

ยามเธอยิ้ม

ภาพวัยเด็กของฉันก็กลับมา

กำลังเริงเล่นกลางทุ่งกว้างและว่าวกระดาษ

เมื่อเธอหัวเราะ

ดวงดาวราตรีต่างเขินอายต่อฟันวาวไข่มุกของเธอ

หัวใจของฉันเปิดกว้างดุจห้องรับแขกของเรียวกัน

สายลมและแสงแดดอุ่นก้าวเข้ามา

ยามราตรี ราชินีหมู่ดาวส่งยิ้มเหนือแมกไม้

ประทับจูบลงบนขอบหน้าต่าง

เมื่อเธอกล่าววาจา

ความจริงทั้งปวงสั่นไหว

ด้วยท่าทีของทารก

ซุกซน ร่าเริง และขี้แย

ฉันกอดเธอไว้ภายใต้แสงสว่างนวลของโคมไฟ

และเป็นไปตามคำบัญชาของเธอ

เมื่อเธอกลับมา

ฉันจึงรู้ความจริงว่า

ความสุขของชีวิตมีค่ามากมายเพียงใด

สำหรับช่วงชีวิตสั้น ๆ ของฉัน

ภาพฝันคืนวันอาทิตย์

posted on 01 Aug 2008 08:36 by fontree  in short-story

 

 

          แน่นอนทีเดียวว่าต้องเกิดความงุนงงขึ้นเสมอ ๆ เหมือนกับทุกคนต้องพบกับสิ่งชวนฉงนฉงาย ไม่เว้นแต่ละวัน ทว่าเรื่องของผมกลับเป็นเรื่องของความฝัน เป็นความฝันที่ผมเองก็ไม่อาจพูดได้ว่า เป็นฝันดีหรือฝันร้าย

          คืนวันอาทิตย์ก่อนเพ็ญเดือนสิบสองวันหนึ่ง วันนั้นผมอยู่สังสรรค์กับเพื่อนสองสามคนจนมึนเมา แต่ยังพอมีสติจับรถเมล์สายกลับบ้านได้ถูกต้อง ไม่เลยป้าย ไม่หลับคารถ หรือแม้แต่อ้วกออกมาเพราะฟิวส์ขาด

          เมื่อถึงห้อง ผมเปิดประตูคลำหาสวิทช์ไฟ แสงสว่างทะลวงม่านตาของผมอย่างจัง เพราะขณะความเมากำลังขับขี่ผมไปอย่างคึกคะนอง ระคนกับความสับสนนุ่มนวลของความคิด พลันแสงสว่างก็เปิดไล่ความมืดมิดในความคิดของผมไปจนหมดสิ้น

          หลังจากฝืนตัวเองให้อาบน้ำได้สำเร็จ  แน่นอนไม่มีอะไรดีกว่าบุหรี่สักมวนก่อนนอน ตามด้วยน้ำเปล่าสักแก้วแก้กระหาย  แล้วความหลับเป็นตายก็คลุมผ้าห่มอบอุ่นให้กับผม ในความไม่รู้สึกรู้สา และเสียงกรนก้องในความสงัด ประหนึ่งเสียงปืนกลของเหล่าทหารหาญ

          ผมนับหนึ่งไม่ถึงสิบ  ไฟในห้องดับลง รวมทั้งภาพกระจัดกระจายไปด้วยสัมปชัญญะของผมก็ถูกกวาดหายไปสู่โพรงมืดดำและแน่นิ่งของความฝัน

          ผมไม่เคยเห็นหมาป่ามาก่อน เคยแต่ได้ยินเรื่องเล่า รวมทั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผมก็ไม่เคยเห็นทั้งไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า พระองค์มีหน้าตาเหมือนกับพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้บูชากันหรือไม่ หรือเป็นเพียงมนุษย์สามัญเหมือนเราท่าน มีเลือดเนื้อ มีหนัง และมีฟันสีขาวเหมือนน้ำนม

          แต่ในความฝันทุกสิ่งกระจ่างชัดเหมือนตาเห็น ผมจำรายละเอียดได้ทั้งหมด เหมือนเห็นหนวดของตัวเอง ซึ่งมักขึ้นใหม่เสมอหลังจากโกนได้ไม่เกินสามวัน

          อากาศแจ่มใสต้นฤดูหนาว  แสงแดด เต้นระบำเหนือใบไม้แห้งสีเหลืองและสีน้ำตาล    ขณะผมพาตัวเองไปยังที่ใดสักแห่ง ไม่อาจบอกได้แม้ในยามตื่น และในเมื่อเป็นเพียงความฝันก็ไม่อาจกำหนดสิ่งใดได้ หรือแม้จะเป็นชีวิตจริง ก็ตาม  เรามักถูกกล่าวหาว่า เป็นทาสของชะตากรรม ซึ่งผมก็ยังไม่อาจหาข้อพิสูจน์หรือบทสรุปต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว

          อย่างไรก็ตาม ผมก็เดินไปตามทางเดินลูกรังสีแดงหยาบกร้าน แดดโลมไล้อ่อนโยน เริ่มแผดรัศมีคมกล้าขึ้นเหมือนใบมีดโกน พร้อมจะกรีดความร้อนลงบนผิวหน้าของสรรพสิ่ง รวมทั้งตัวผมด้วย ซึ่งเดินอยู่ท่ามกลางสายลมอ่อนโยน และแสงแดดทิ่มแทงอยู่รอบด้าน แต่ก็ดูเหมือนว่า      มันจะแผ่วจางไป เมื่อมีร่มไม้และการเคลื่อนไหวของลมเย็นพัดมาจากทางทิศเหนือ

          ฝูงวัวควายต่างแทะเล็มหญ้าเลื่อนลอย เหล่าเด็กเลี้ยงวัวก็ดูเพลิดเพลินกับการเล่นหมากเก็บใต้ร่มไม้มากกว่าจะออกมากรำแดดเพื่อดูแลฝูงสัตว์ของตัวเอง  ผมเดินผ่านพวกเขาไปเหมือนไร้ตัวตน พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจว่า จะมีผมอยู่หรือไม่ พวกเขายังคงเล่นเกมที่น่าสนุกของเขาต่อไป        ฝูงนกบินอยู่เหนือทุ่งข้าวสีทอง  ผมคิดว่าคงไม่นานฤดูเก็บเกี่ยวคงมาถึง เสียงนกร้องทำให้ยามสายกลายเป็นภาพของสวรรค์ มีผมเป็นส่วนประกอบ และส่วนขยาย  อธิบายความมีอยู่จริงของสรวงสวรรค์ และนรก  แล้วผมก็ต้องตกใจกับความคิดของตัวเอง  ผมรู้จักนรกจริงหรือ ?

          ผ่านทางขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนเส้นทางวิบากของสนามแข่งรถ  เป็นเนินสะพาน ทำให้ผมคิดถึงเสียงเพลงซ่านกระจายมาจากที่ไกล ๆ แล้วค่อยแจ่มชัดขึ้น เหมือนกระซิบอยู่ข้างหู  งานศพ ใช่ งานศพแน่ ๆ ใครตายกันหรือในบรรยากาศสดใสอย่างนี้ มีหรือยมทูตจะไม่ยอมหยุดพักสักวัน เพื่อให้ผู้หมดอายุขัยได้ชื่นชมความงดงามนี้เป็นครั้งสุดท้าย  แต่ก็เปล่า คนตายไปแล้วนอนอยู่ในโลงเทพพนมท่ามกลางเสียงประโคมจากความโศกเศร้าของญาติพี่น้อง

          ผมไม่ได้เดินไปตามทางที่มีคนตาย แต่ผมก็เดินไปอย่างไร้จุดหมายเต็มที ผมไม่รู้หรอกว่า ความฝันจะพาผมไปพบสิ่งใด  ผมรู้จักกับความฝันดี มักเล่นกับผมเจ็บ ๆ เสมอ แต่ผมก็เป็นฝ่ายยินยอมให้ความฝันเข้ามาและทำหน้าที่ของมันต่อไป

          ความเมาและภาพเลอะเลือนของสติสัมปชัญญะ ดูจะห่างไกลเพียงความหลับไหลบอบบางกางกั้นไว้ เหมือนจิตสำนึกคั่นไว้ด้วยจิตใต้สำนึก เพียงอยู่ใกล้กันและในหัวใจดวงเดียวกัน โลกนี่ช่างน่าอัศจรรย์เสมอ  ผมคิด

          และไม่ว่าผมจะเดินต่อไปยาวนานเท่าใดบนถนนสายนั้น บรรดาผู้คนซึ่งเดินสวนทางมา    ก็มิได้ยิ้มแย้มหรือทักทายผมเลยสักครั้ง มีแต่ผมพยายามส่งเสียงเรียกอย่างเก้อเขิน และพูดขึ้นเหมือนคนวิกลจริต

          แล้วภาพหมาป่าก็ออกมาจากป่าสีเขียวเข้มข้างหน้า มันเดินออกมาเป็นฝูงเหมือนกำลังหิวโหย  ผมอาจกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของมันก็เป็นได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด  พวกมันมองไม่เห็นผม  มันพากันเดินผ่านไปอย่างไม่ไยดี หรือผมจะเป็นเพียงภาพนึกของตัวเองซึ่งปั้นแต่งขึ้นมาเหมือนภาพอื่น ๆ ที่มองเห็น ผมตบหน้าตัวเองโดยหวังว่า มันจะตอบสนองความคิดถึงการมีอยู่ของตัวเอง  ผมรู้สึกเจ็บ ผมรู้สึกดีใจว่ายังมีชีวิตอยู่ และมีสิทธิ์พิเศษจะอยู่โดยไม่มีใครอาจจับต้องได้ นอกจากโลกนี้ ซึ่งยังคงคุมขังผมไว้ด้วยความหนาว ความร้อน และความหวาดกลัวในใจของตัวเอง

          ผมเดินเข้าไปในป่าสีเขียว ต้นไม้ใบหนา ร่มครึ้ม ขึ้นเป็นพรึ่ดไปหมด แสงของยามสายสาดส่องลงมาได้เพียงน้อยนิด ทำให้เกิดแสงเป็นหย่อม ๆ ต้องใบไม้ร่วงอยู่ตามพื้น และต้นไม้เล็ก ๆ ขึ้นดาษดื่น รวมทั้งแอ่งน้ำเฉอะแฉะฝังตัวอยู่ใต้โคนหญ้าสีเข้มออกดอกสีม่วงอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และเมื่อผมหันหลังกลับไปยังทางเดินที่เพิ่งก้าวผ่านมา  ทุกสิ่งก็หดด้วนเหมือนถูกลบออกไปจากผืนดินที่ผมยืนอยู่  รวมทั้งความคิดถึงการมีอยู่เมื่อครู่ของสิ่งที่เห็น  เด็กเลี้ยงวัว ฝูงวัวควาย และฝูงหมาป่า ต่างกลายเป็นอากาศธาตุ  ผมอยู่ในอ้อมกอดของป่าและเสียงอื้ออึงของแมลง นักดนตรีของป่า บทกวีของป่า นวนิยายไม่รู้จบของความเป็นป่า  ผมเดินไปตามทางเดินขรุขระและสูงชันขึ้นเรื่อย ๆ

          ราวกับว่าผมได้ออกผจญภัยในโลกของเทพนิยาย และสิ่งเคยฝันใฝ่ในวัยเด็ก ดอกไม้   แปลก ๆ กลิ่นประหลาด ๆ บ้างเหมือนดอกกุหลาบ เหมือนดอกมะลิ และเหมือนมูถคูตเน่า ๆ รวมทั้ง เหมือนกลิ่นซากศพเน่าคลุ้งอยู่ในบรรยากาศสลัวราวอยู่ในหมอกควัน ผมเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นให้ทันความกลัวของตัวเอง ซึ่งสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจอยู่พัลวัน

          ผมผ่านความน่าสะอิดสะเอียนนั้นมาสู่ทางเดินโล่งเรียบ เหมือนสนามกอล์ฟ แห่งใดแห่งหนึ่งในนิตยสาร ผมจำไม่ผิดหรอก มันต้องเป็นที่เดียวกันแน่ ๆ

          บนเนินสีเขียวอาบแสงแดดของยามสายก่อนเที่ยง สีของหญ้าออกเหลืองทอง เล่นแสงและเงาเช่นเดียวกับภาพวาด ผมชอบสีเหลืองทอง มันเหมือนอะไรสักอย่าง ซึ่งตอนนี้ผมนึกไม่ออก

          ขณะผมกำลังเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งรอบข้าง พลันสายตาของผมก็สะดุดลงยังกลุ่มคน ซึ่งนั่งอันอย่างเรียบร้อย  บนสนามหญ้าอ่อนนุ่มและร่มรื่นนั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง ท่าทางสงบเหมือนรูปปั้น ผู้คนเหล่านั้นนั่งล้อมรอบเหมือนนั่งอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวใหญ่โดยมีพระภิกษุรูปนั้นนั่งอยู่หัวโต๊ะเป็นประธาน

          ผมเลียบ ๆ เคียง ๆ เข้าไปด้วยความอยากรู้ว่า พวกเขากำลังทำอะไรกัน และพระที่นั่งอยู่นั่นเป็นใคร โดยคำถามแรกยังไม่ทันโพล่งออกจากปาก ความรู้สึกของผมก็สว่างวาบขึ้นมา เหมือนห้องมืดที่แท่งเทียนถูกจุดสว่างขึ้น ผมแน่ใจว่า พระองค์นั้นคือพระพุทธเจ้านั่นเอง

          ผมก้มลงกราบแล้วนั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างสงบ ฟังคำสนทนาของพวกเขา  ความจริงเมื่อผมนั่งลงใกล้กับชายผู้หนึ่ง พวกเขาก็ไม่ได้สนใจพระพุทธเจ้าหรอก  เขาเพียงแต่คุยกันเรื่องจุกจิก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร เพราะใจของผมอยู่ที่องค์พระพุทธเจ้ามากกว่า  เป็นบุญของผมแน่แล้วที่พบพระองค์ แถมยังมีผู้คนร่วมสิบคนคอยฟังและตั้งคำถาม  แต่เท่าที่ผมสังเกตพวกเขาก็ยังไม่ตั้งคำถามอะไรเลย นอกจากคุยกัน แล้วปล่อยให้พระองค์นั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยมและอดทน

          ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น ผมรู้สึกว่ารู้จักใครบางคน เขาเหมือนกับเพื่อนของผมคนหนึ่ง       ผมไม่ค่อยชอบหน้าเขานัก เพราะเป็นคนเห็นแก่ตัวในความคิดของผม แต่เขาก็มีข้อน่าชื่นชมอยู่อย่างหนึ่ง คือ เป็นคนใฝ่รู้และเรียนรู้ตลอดเวลา พูดได้ว่าเขาทำจริงกว่าผมเสียอีก จนบัดนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมอิจฉาเขาหรือเกลียดความเห็นแก่ตัวของเขากันแน่

          ผมขยับเข้าใกล้พระพุทธองค์มากขึ้น ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อบอุ่นกว่าได้นอนลงบนตักของแม่ สงบกว่าเมื่อฟังเพลงกล่อม "กาเหว่าเอย..." ของแม่ขณะไกวเปลให้ผมนอนตาปรืออยู่ในนั้นเสียอีก ผมไม่เข้าใจว่า ความฝันกำลังเล่นอะไรกับผม

          แล้วผมก็เกิดความสนใจเรื่องนิพพานขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ มันอาจเกิดขึ้นพร้อมกับผมเคยตั้งคำถามว่า เราเกิดมาทำไม และมีอยู่เพื่อสิ่งใด ซึ่งก็นานมาแล้ว  นานมาแล้วจริง ๆ นับตั้งแต่ผมรู้จักการนั่งมองก้อนเมฆบนท้องฟ้า แปรเปลี่ยนรูปร่างไปทุกขณะ  เคลื่อนไหวไปตลอดเวลา ผมไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ใช่ไหม ทำให้ผมต้องการรู้ความจริงของโลกและชีวิต

          ขณะคนอื่นดูจะสนใจกับการพูดคุยกันเอง ผมก็ขยับเข้าใกล้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในความรู้สึกของผมตอนนั้น ผมถามท่านว่า ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร ท่านตอบด้วยอาการยิ้มแย้มว่า จิตก็คือความว่างเปล่า และผมก็ถามต่อไปว่า แล้วนิพพานเป็นอย่างไร แต่ผมก็ลืมเสียสิ้นว่าท่านตอบผมว่าอย่างไร ความรู้สึกขณะนั้นคือความอิ่มอกอิ่มใจ ความปลื้มปิติเสียมากกว่า ผมลืมแม้กระทั่งมีคนหน้าเหมือนเพื่อนของผมนั่งอยู่ใกล้  ๆ ด้วยอาการสนใจ และมีผู้นั่งสนทนากันอยู่    ข้าง ๆ ตัวผมนั่นเอง

          กว่าจะสิ้นสุดความฝัน ผมก็เดินผ่านความมืดมัวของสำนึกและสัมปชัญญะยาวนาน ก่อนตื่นขึ้นในแสงตะวันสดใส มันคือชีวิตจริงที่ผมต้องเผชิญและไม่อาจปฏิเสธได้เลย

          แม้ว่าผมปรารถนารู้ว่าความมุ่งหมายของการมีอยู่นั้นเพื่ออะไร แต่สิ่งสำคัญเวลานี้ สำหรับผมคือเรื่องของปากท้อง ไม่ใช่ว่ามันจะมีอำนาจบัญชาให้เป็นไปได้ทุกสิ่งตามความหิว                 และปรารถนา  แต่ตัวของมันเองต่างหากกำลังถูกใช้ไปในทางสองทาง  ทางหนึ่งเพื่อการอยู่อย่างไม่ยากลำบากเกินไป และอีกทางหนึ่งคือการสืบค้นที่มาที่ไปของชีวิตตัวเอง  เป็นการค้นหาและกระทำยาวนาน และอาจนานเท่า ๆ กับการหลับและตื่นขึ้นเป็นแสนกัปกัลป์  เช่นเดียวกับจำนวนเม็ดทรายริมฝั่งแม่น้ำคงคาก็เป็นได้

ดั่งสายน้ำ

posted on 29 Jul 2008 08:58 by fontree  in poetry

นกตัวหนึ่งกางปีกบอบบางออกแล้วบินออกไปจากคบไม้

ปากคาบอากาศธาตุไว้ด้วยความตั้งใจ

จากความมุ่งหวังเชื่อมดินกับฟ้าด้วยสายน้ำ

บางคำเล่าลือถึงความเศร้าโศกที่กระพือไปพร้อมกับลมมรสุม

โปรยปรายความเดียวดายให้กับแสงแดดสีเทา

ดั่งสายน้ำที่ไม่เคยหยุดนิ่งในความหยุดนิ่ง

ดั่งกาลเวลาหยุดนิ่งระหว่างสรรพสิ่งปราศจากความเคลื่อนไหว

แดดไม่ดก

ดาวไม่เด่น

นกน้อยอยู่ในท้องฟ้า

คาบอากาศธาตุด้วยความใฝ่ฝันให้ถึงฝุ่นละออง

เพื่อดำรงอยู่ในเสียงร้องแผ่วเบา

เพื่ออยู่ในความเหงาเดียวดายของเมือง

นกตัวนั้นบินไปแล้วไม่กลับมา

ยังท้องฟ้าสีโศก

แทบทางเท้าสวรรค์

คำรำพันของดาวเดือนอ้างว้าง

ร่างประชิดร่างระหว่างช่องว่างของอากาศธาตุ

ด้วยความฝันใฝ่ของดวงใจดวงเดียว

เพื่อการไปสู่หยดน้ำหยดเดียว

ดั่งสายน้ำล่องไหลสู่มหาสมุทร

นกตัวนั้นนำสรวงสวรรค์เชื่อมต่อกับผืนดิน

 

edit @ 29 Jul 2008 09:00:19 by poetry of my soul

ความตายของกระดิ่ง

posted on 22 Jul 2008 15:27 by fontree  in poetry

 

 

เมื่อความตายมาถึง

หมายถึงความหมายปราศจากความหมายอีกต่อไป

ทุกสิ่งคือคำตอบ ทุกสิ่งคือความเงียบงัน

เพราะคือความตาย

สายลมไม่ได้พัดมา

ทุกสิ่งเคลื่อนไหวยกเว้นกระดิ่งกระเบื้องสีน้ำเงิน

แขวนอยู่ที่บานหน้าต่าง

ดนตรีของความเงียบคือตัวของความเงียบเอง

ความคิดดำดิ่งที่มุ่งสู่ห้วงคำนึงคือความคิดคำนึงเอง

แต่ความตายก็ได้มาถึงแล้ว

ยิ้มเรียบง่ายเหมือนดอกแก้ว

รำพึงแผ่วเบาออกมาจากมิติความฝัน

เมื่อไร้ลมก็ไร้ชีวิต

แต่ชีวิตก็ยังมีอยู่

เช่นเดียวกับเมื่อครั้งชมการแสดงมายากล

ศีรษะขาดและหายไปต่อหน้าต่อตา

ทว่ากลับมาด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ

และความพึงพอใจที่ได้เปล่งเสียงกระทบกระทั่ง

แต่มันก็นานมาแล้วที่ความตายได้หยุดบทสนทนาลง

รวมทั้งเสียงเพลงที่เยือกเย็นเหมือนบทสวด

สวดเพื่อปลดปล่อยจิตใจของตัวเองออกจากความตาย

สวดเพื่อร่ำไห้ต่อความรักที่มีมากมายเกินกว่าจะปฏิเสธ

หรือรับไว้อย่างเห็นแก่ตัว

แล้วกระดิ่งนี้ก็เงียบกริบ

เช่นเดียวกับตัวอักษรที่ปราศจากความรู้สึก

หากแต่ความรู้สึกเองที่จุดโคมไฟขึ้นในมโนทวารที่ลึกและกว้าง

ในความลึกและกว้าง

ขณะความตายเกาะนิ่งอยู่กับสายลมที่หลับสนิท

ความคิดหนึ่งก็สั่นกระดิ่ง

ด้วยเสียงเพลงของชีวิต

 

edit @ 22 Jul 2008 15:29:37 by poetry of my soul