ก่อนการมาของผลองุ่น

posted on 19 Mar 2008 08:17 by fontree  in poetry
 

เดิมทีเป็นเพียงความฝันและการคาดเดาของเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่ง

ผู้เฝ้ามองเถาสีเขียวที่เลื้อยเกาะเกี่ยวอยู่ตามรั้วไม้ผุ

เหมือนกับเปลวไฟที่ค่อย ๆ แล่นลามจากความเย็นชืด

สู่เชิงตะกอนที่ศพและเส้นเอ็นเกร็งกระตุก

ปลุกสำนึกความหิวโหยและความปลื้มปิติในรสชาติ

ให้ออกมาเปล่งวาจาไพเราะสองสามประโยค

เป็นสุนทรพจน์สั้น ๆ กินใจของเกษตรกร

เดิมทีความฝันยังคงเป็นความฝันของคนป่วยไข้

ในลมหายใจร้อนและกรุ่นพิษ

และทุกคนไม่ได้ตั้งความปรารถนาในการให้กำเนิดสรรพสิ่ง

สรรพสิ่งก็ได้ให้กำเนิดดอกและผลของผืนดินเอง

ด้วยน้ำฟ้า ด้วยหยาดเหงื่อและการฟูมฟัก

เช่นเดียวกับแม่และลูกน้อยของเธอ

ผ่านการร่ำไห้จนร่างสั่นเทาเหมือนเป็นไข้

และต่างละเมอเพ้อพกไปต่าง ๆ นานา

ท้องฟ้าบุตรของแผ่นดิน

หลานของผืนน้ำ

กำเนิดการกสิกรรมเป็นโศลกแห่งการวิงวอนและการเซ่นสรวง

และด้วยความเมตตาผลพวงที่งอกเงยออกมาจากเถาเกรียมไหม้

คือเรียวนิ้วมือที่ถูกกัดกินด้วยพิษไข้ของแม่ธรณี

และเหล่าบุตรธิดาของชนเผ่าเร่ร่อน

ท่ามกลางป่าอารยธรรม

และคำคมในสองสามประโยคซึ่งไม่รู้จบในความหมาย

ฤดูเพาะปลูก

posted on 18 Feb 2008 09:10 by fontree
 

ไม่ต้องรอให้ฝนตกลงมา

ไม่ต้องรอผืนดินหยุดพักหายใจ

คมไถก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์

มีเพียงใจของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยจังหวะ

รัก -โลภ-โกรธ-หลง

แล้วเมล็ดพันธุ์ก็ถูกบ่มเพาะอย่างเงียบ ๆ

รอการเติบใหญ่จากภายในเมล็ดอย่างช้า ๆ

ทุกสิ่งเป็นไปตามเงื่อนไขเวลา

ฝืน-ไม่ฝืนธรรมชาติ-ธรรมชาติก็งอกงาม

 

ไม่ต้องรอให้สายน้ำจากคลองชลประทานล้นตลิ่ง

ไม่ต้องรอผืนดินให้ชุ่มโชก

ไม่ต้องรอให้ตอซังเปื่อยเน่า

แปลงนาผู้ซื่อสัตย์ก็ผวากอดเมล็ดพันธุ์ที่โปรยหว่านลงไปด้วยยินดี

มีเพียงหัวใจของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยจังหวะ

ดีใจ-เสียใจ

ทุกสิ่งเป็นไปตามเงื่อนไขเวลา

ฝืน-ไม่ฝืนธรรมชาติ...ถึงเวลาเมล็ดพันธุ์ก็งอกงาม

 

ไม่ต้องรอให้ใครเมตตา

ไม่ต้องรอให้ใครมอบความรัก

ธรรมชาติในธรรมชาติก็รู้จักรักตัวเอง

เหี่ยวเฉา...งดงาม

ผลิดอกออกผล

 

มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่เต้นไปตามจังหวะ

เวลาดี-เวลาร้าย

สรรพสิ่งยังคงทำหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อ

จากการเพาะปลูกสู่การเก็บเกี่ยว

ผลดี-ผลร้าย

มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่เต้นไปกับความเปลี่ยนแปลง

ที่อยู่นอกเหนือความคาดหวังของตัวเอง

รหัสนัยของความมืด

posted on 11 Feb 2008 08:37 by fontree  in poetry

   

ฉันมองเข้าไปในรัตติกาลที่มืดและสงัด

โคมไฟโต๊ะเขียนหนังสือทำให้ฉันมองเห็นตัวเอง

เป็นกลุ่มของแสงสว่างมากพอจะทำให้ค่ำคืน ไม่เปลี่ยวเหงาจนเกินไป

และด้วยลมหายใจนี้ก็ไหลเลื่อนไปสู่ความลับและความอาลัย

ถึงอนาคตและอดีต

ซึ่งต่างย่ำเข้ามาและทิ้งปัจจุบันให้รกร้างด้วยความง่วงเหงา

ฉันมองเข้าไปในความคิดของตัวเอง

จนลืมโลกที่รายรอบตัวของฉัน

ประหนึ่งฉันเป็นโลกและหลอมรวมเป็นตัวของปริศนาที่รอคำตอบ

ด้วยเส้นบรรทัดปราศจากตัวอักษร

ฉันค่อย ๆ ลากเส้นจากความทรงจำลงเป็นภาพวาด

และบรรยากาศ

เป็นไปได้ที่ราตรีนี้เองจะเปิดเผยตัวเองออกมา

ท่ามกลางความสันโดษของดวงดาวอนาคาริก

ฉันฝันถึงบทเพลง

ฉันฝันถึงจังหวะ

และกลับเป็นฉันเองที่คือจังหวะทั้งหมดในนาทีนี้

เหมือนการควานหาบางสิ่งที่ไม่รู้จัก

เหมือนการวาดภาพสิ่งที่ไม่เคยเห็น

ทว่าวันแล้วและคืนเล่าที่ความคิดเก่า   ๆ ไม่เคยเปลี่ยนไป

ย้ำลงในรอยเท้าเก่า ๆ

เหมือนเรื่องราวของความฝันและท่วงท่าของการหลับไหล

บางทีคืนนี้ฉันคงได้พบกับแสงสว่าง

จากการเพ่งมองความมืดด้วยใจรอคอย

ซึ่งฉันยังไม่รู้ว่าคือสิ่งใด

สิ่งที่ฉันทำได้ขณะนี้คือลากเส้นความทรงจำลงไป

เป็นบทเพลงบทหนึ่งที่ราบเรียบและเนิบนาบ

เศร้าสร้อยและน่าเหนื่อยหน่าย

ฉันยังคงมองและมองต่อไปในค่ำคืนและความสงัด

ทว่าสิ่งที่ฉันบันทึกลงไปกลับเป็นเสียงและภาพของอดีต

หม่นมัวและเลือนราง

แต่ฉันก็ยินดีก่อนที่โคมไฟจะปิดลงอีกครั้ง

 

edit @ 11 Feb 2008 08:39:49 by poetry of my soul

ในความป่วยไข้

posted on 29 Jan 2008 08:30 by fontree  in poetry
 

 ดวงตายังมองเห็นภาพเป็นปกติ

ในความคิดยังมีความปรารถนาในสิ่งคุ้นเคย

ในเสียงร้องจากพงลึก

ซุกซ่อนความโหยหาของชาวป่าเขาเอาไว้

กล่อมใบไม้ทุกใบในราวป่าด้วยดนตรีจากส่ำสัตว์

 

ข้าเป็นเดรัจฉานผู้เผาผลาญกิเลสตนเองด้วยความคิด

ทว่าไม่เคยได้รับชัยชนะแม้สักครั้ง

ข้านั่งมองบึงน้ำ

งดงามเหมือนภาพวาดของใครคนหนึ่งที่ข้าไม่เคยรู้จัก

เขา

เขา

ขุนเขา

ข้าควรทำความรู้จักกับความรู้สึกเช่นนั้น

เหมือนวัน เดือน และปีปฏิทิน

ข้ามองตัวเองในความรู้สึก

ที่บรรจบและบรรจุไว้ด้วยความสงสัย

ไม่เข้าใจ

และปราศจากคำถาม

ข้าถามตัวเองและตอบตัวเองมากพอแล้วหรือ

 

ไม่ ข้าไม่ ข้าไม่

ข้าไม่รู้จักอันใด

นอกจากความปั่นป่วนของความลุ่มหลง

ข้าดุ่มเดินเข้าไปในป่าของเหตุผล

แต่ข้าก็ต้องเชื่อ

เพราะมันเป็นเช่นนั้น

ซึ่งข้ามองเห็นและไม่อาจหลอกตัวเอง

ข้าปิดประตูสีดำ

ท้องฟ้าสีดำ

สายลมสีดำ

ดวงจันทร์สีแดงเหมือนดวงอาทิตย์

ข้าพบลูกไฟจากอวกาศ

พุ่งเข้ามา

เหมือนการเกิดและความทุกข์

 

ค่อย ๆ ชำแรกลงในเนื้อกายและโลกรอบตัวข้า

ข้าไม่อยากเอ่ยคำว่า นรกคือคนอื่น

ข้ารู้เพียงว่า ข้ากำลังป่วย

และต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน

เหมือนเพลงรำวง

ที่อาจบำบัดความทะเยอทะยานของวัยหนุ่ม

 

มือของข้าฝังจมลงในความละเมอเพ้อหา

ข้า...ข้า...

ไม่เคยรู้จักหัวใจดวงที่นุ่มนวลและหยาบแข็ง

เหมือนใจของข้าเอง

ไม่เคยแม้แต่จะกล้าสบตาตรง ๆ กับเพื่อนร่วมโลก

ข้าซ่อนความหวาดระแวง

ข้าซ่อนความริษยา

ทว่าบอกคำหวานออกมาด้วยหวังในพวงมาลัย

และบรรณาการจากโลกชาเฉย

ไร้การตอบสนอง

เว้นแต่ข้าจะเป็นผู้เริ่มต้น

ข้าค้นลงไปในหัวใจตัวเอง

คิดถึงตัวเองและกอดรัดตัวเองเหมือนสิ่งที่ข้าไม่อาจจินตนาการ

ยิ่งกอดรัดข้ายิ่งเจ็บปวด

ความร้อนในกายข้าพวยพุ่งสูงขึ้น

เหมือนดวงตะวัน

ซึ่งเป็นสัญญาณที่ข้าคิดว่าอีกไม่นาน

ข้าจะแตกสลายและพัดกระจายจากไปพร้อมกับสายลมของโลก

สายน้ำยามค่ำ

posted on 18 Jan 2008 13:57 by fontree  in short-poems

 

 

สายน้ำยามค่ำ

ขับกล่อมเงาของใบไผ่

ได้รับการแกว่งไกวจากสายลม

edit @ 18 Jan 2008 14:03:44 by fontree